Apinan 的个人资料jiw_de_jazz照片日志列表更多 工具 帮助
4月4日

สวรรค์ ?

สวรรค์ คือแผ่นดินโลกนี้จริงหรือ โลกนี้จะได้รับการเปลี่ยนในชั่วพริบตาให้กลายเป็นอุทยานจริงหรือ ?
ในเรื่องนี้ มีอัครฑูต ถึง 2 ท่าน ที่ได้ให้ความกระจ่างเอาไว้ ในพระคัมภีร์ คือ เปโตร และ ยอห์น 2 ท่านนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้งมากว่า สวรรค์ ไม่ใช่โลกใบนี้
มาดูกันก่อนว่า เปโตร ได้พูดถึงการสิ้นสุดของโลกใบนี้ไว้อย่างไร
“ด้วยน้ำนั้นเองชาวโลกที่มีอยู่ในขณะนั้น ก็ได้ถูกทำลายให้พินาศไปเพราะน้ำท่วม และโดยพระวจนะเดียวกันนั้นเอง ท้องฟ้าและแผ่นดินโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็มีไว้สำหรับให้ไฟเผาผลาญ คือเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันทรงพิพากษาและวันพินาศแห่งบรรดาทุรชน … แต่ว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมยแอบย่องมา และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้น จะต้องไหม้เสียสิ้น “ ( 2 เปโตร3:6-7,10 ) คำกล่าวของเปโตรนั้นชัดเจนมากว่า โลกนี้จะต้องถูกทำลายลงด้วยไฟ และ การระเบิด ( ล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง ) ดังนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ที่โลกใบนี้จะกลายเป็นสวรรค์
มาดูยอห์นบ้างได้กล่าวถึงสวรรค์ ไว้ว่าอย่างไหร และ การสิ้นสุดของโลกนั้นมีจริงหรือไม่
“ ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”
พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า “ดูเถิด เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่” และพระองค์ตรัสอีกว่า “จงเขียนไว้เถิด เพราะว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์ซื่อและสัตย์จริง” พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย ผู้ใดมีชัยชนะ ผู้นั้นจะได้รับสิ่งเหล่านี้เป็นมรดก และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ทูตสวรรค์องค์หนึ่งในบรรดาทูตสวรรค์เจ็ดองค์ ที่ถือขันเจ็ดใบอันเต็มด้วยภัยพิบัติสุดท้ายทั้งเจ็ดประการนั้น ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า “เชิญมานี่เถิด ข้าพเจ้าจะให้ท่านดูเจ้าสาวที่เป็นมเหสีของพระเมษโปดก” ได้นำข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณขึ้นไปบนภูเขาสูงใหญ่ และได้สำแดงให้ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็ม ซึ่งกำลังลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนั้นประกอบด้วยพระสิริของพระเจ้า ใสสว่างดุจแก้วมณีอันหาค่ามิได้ เช่นเดียวกับแก้วมณีโชติอันสุกใสและเป็นผลึก นครนั้นมีกำแพงสูงใหญ่ มีประตูสิบสองประตู และที่ประตูมีทูตสวรรค์สิบสององค์ และที่ประตูนั้นจารึกเป็นชื่อเผ่าของพวกอิสราเอลสิบสองเผ่า ทางด้านตะวันออกมีสามประตู ทางด้านเหนือมีสามประตู ทางด้านใต้มีสามประตูและทางด้านตะวันตกมีสามประตู และกำแพงนครนั้นมีฐานศิลาสิบสองฐาน และที่ฐานศิลานั้นจารึกชื่ออัครทูตสิบสองคนของพระเมษโปดก ทูตสวรรค์องค์ที่พูดกับข้าพเจ้านั้นถือไม้วัดทองคำเพื่อจะวัดนคร และวัดประตู และกำแพงของนครนั้น นครนั้นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวเท่ากัน และท่านเอาไม้วัดนครนั้นได้สองพันกว่ากิโลเมตรกว้างยาวและสูงเท่ากัน ท่านวัดกำแพงนครนั้นได้ร้อยสี่สิบสี่ศอกตามมาตราวัดของมนุษย์ ซึ่งเหมือนกันกับของทูตสวรรค์ กำแพงนครนั้นก่อด้วยแก้วมณีโชติ และนครนั้นสร้างด้วยทองคำเนื้อบริสุทธิ์สุกใสดุจแก้ว ฐานของกำแพงนครนั้นประดับด้วยเพชรนิลจินดาทุกชนิด ฐานที่หนึ่งเป็นแก้วมณีโชติ ที่สองไพฑูรย์ ที่สามโมรา ที่สี่มรกต ที่ห้าโกเมน ที่หกทับทิม ที่เจ็ดบุษราคำน้ำแก่ ที่แปดเพทาย ที่เก้าบุษราคำน้ำอ่อน ที่สิบหยก ที่สิบเอ็ดนิล ที่สิบสองเป็นพลอยสีม่วง ประตูทั้งสิบสองประตูนั้นทำด้วยไข่มุกสิบสองเม็ด ประตูละเม็ด และถนนในนครนั้นเป็นทองคำบริสุทธิ์ ใสราวกับแก้ว
ข้าพเจ้าไม่เห็นมีพระวิหารในนครนั้นเลย เพราะพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด และพระเมษโปดกทรงเป็นพระวิหารในนครนั้น นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะว่าพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น บรรดาประชาชาติจะเดินไปในท่ามกลางแสงสว่างของนครนั้น และบรรดากษัตริย์ในแผ่นดินโลกจะนำศักดิ์ศรีของตนเข้ามาในนครนั้น ประตูนครทุกประตูจะไม่ปิดเลยในเวลากลางวัน และจะไม่มีเวลากลางคืนในนครนั้นเลย และคนทั้งหลายจะนำศักดิ์ศรีและเกียรติของบรรดาประชาชาติเข้ามาในนครนั้น สิ่งใดที่เป็นมลทิน หรือผู้ใดที่ประพฤติเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน หรือพูดมุสาจะเข้าไปในนครไม่ได้เลย เฉพาะคนที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ “ ( วิวรณ์21 )

ผมอยากให้เราสังเกตุ อยู่ 2 เรื่อง
1. คำพูดของยอห์น ในข้อที่ 1 ว่า “ ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี “ เราจะเห็นภาพได้ชัดมากน่ะครับ ว่าโลกนี้จะต้องถูกทำลายลงไปก่อน และ พระองค์จึงจะทรงสร้างแผ่นดินใหม่ให้กับเรา ดังนั้น หากโลกนี้จะต้องถูกทำลายลงไป โลกนี้จะกลายเป็นสวรรค์ได้อย่างไร
2. ใครกันคือ คนที่จะมีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต คนที่จะมี่ชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ก็คือ ผู้ที่เชื่อ
ใครคือผู้ที่เชื่อ คำตอบก็คือ คริสตจักร
ใครคือคริสตจักร คำตอบก็คือ คริสเตียนทุกคนนั่นเอง ( 1 โครินทร์ 14:12-31 )
อย่าลืมน่ะครับว่า พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “ ในนิเวศน์ของพระบิดาเรา มีที่อยู่เป็นอันมาก .. เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย “ ( ยอห์น 14:2 ) ถ้าหากสวรรค์ จะมีไว้สำหรับชน 144,000 คนเท่านั้นจริง ทำไมพระองค์ต้องจัดเตรียมที่ และ ทำไมต้องตรัสว่ามีทีอยู่เป็นอันมาก ถ้าจะตอบว่า 144,000 นั้น เป็นจำนวนคนที่มาก นั้นพูดยากครับ เมื่อจะเทียบกับ จำนวนของมนุษย์ทั้งหมดตั้งแต่การทรงสร้างเป็นต้นมา
7月23日

What is your favorite comic book?

ประเภทของหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น (MANGA) รวมถึงหนังสือการ์ตูนไทยด้วยนะ
 
แนว สืบสวนสอบสวน(Detective comic)
เช่นเรื่อง คินดะอิจิ โคนัน คุณจะเป็นคนเปิดผย ชอบพูดชอบคุย บางครั้งละเอียดกับชีวิตมากเกินไป รักเพื่อน และชอบดูแลคนอื่นๆ
แนววิทยาศาสตร์(Scientific comic)
คุณชอบผจญภัยไมชอบอยู่กับสิ่งเดิมๆ คุณชอบค้นหาการเปลี่ยนแปลงใหม่และสิ่งที่น่าตื่นเต้น เช่น ปีนเขา, บันจี้จั๊มป์
คุณสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้ชีวิตสำหรับอนาคตมากกว่าปัจจุบัน
 
แนวตลก(Comedy comic)
คุณชอบที่จะอ่านการ์ตูนขำขัน เช่น Kuromaty คุณเป็นคนอ่อนโยน และไม่ชอบทะเลาะกับผู้อื่น คุณมักจะประนีประนอม และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตามสิ่งแวดล้อม(กิ้งก่าหรือป่าวนะ)
ปรับตัวง่าย และเป็นคนง่ายๆ ไม่ยากที่จะเป็นเพื่อนกับคุณ
       
แนวต่อสู้(Fighting comic)
คุณชอบความท้าทายมากๆ และไม่สนใจกับกฏเกณฑ์ของสังคม คุณกล้าอย่างบ้าระห่ำ คุณมักจะทำบางสิ่งบางอย่างให้เพื่อนๆ หรือกับคนรักของคุณ
ข้อเสียคือคุณไม่สนใจใครและเลือดร้อน
       
แนวกีฬา(Sport comic)
       คุณเป็นนักสู้ที่ดี โดยเฉพาะเวลามีอุปสรรคในชีวิตของคุณ คุณเผชิญหน้ากับอุปสรรคและแกปัญหาได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม คุณหัวรั้น และไม่คุณไม่ค่อยฟังเสียงของคนอื่นถ้าคุณคิดว่าคุณถูกต้องแล้ว
       
แนวโรแมนติค(Romantic comic)
คุณหลงไหลความรักอันหวานชื่นในหนังสือการ์ตูน คุณจินตนาการถึงคนนั้นในหนังสือการ์ตูน
คุณฝันถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบเสมอ คุณชอบปิดบังความรู้สึก และไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
 
----------------------------------------------------------
 
5月6日

เต้าฮวย ฟรุ๊ทสลัด ในวันว่างๆ

วันว่างๆก็ทำขนมกินเองดีกว่า
 
เต้าฮวย ฟรุ๊ทสลัด
 
ดูเหมือนทำยากเลย
ทุกอย่างก็สำเร็จหมดแล้วล่ะ
ซื้อ อยู่สองอย่าง
- ผลไม้รวมกระป๋อง
- เต้าฮวยเย็น แบบซอง
 
ขั้นตอน การทำ
- ต้มน้ำ 720mL
- พอน้ำเดือด ก็ใส่ผงเต้าฮวยเย็น หมดซอง
- เทน้ำเต้าฮวยเย็น(ที่ยังร้อนอยู่) ลงในถาด
 
 
- แบ่งลงใส่ชาม แล้วเทผลไม้กระป๋องลงไปโรยหน้า
 
เป็นอันเสร็จสิ้น
 
พิมพ์ซะนานเลย ใช้เวลาการทำจริงๆ ประมาณ10 นาที รอเต้าฮวยเย็น เย็นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
 
ลองทำกินนะครับ อร่อยมาก
2月13日

พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว

   
   นานมาแล้ว..สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง
 
มีดวงจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิง

..กับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชาย
 
และดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้
ต่างก็รักกันมาก

ดวงจันทร์ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกัน…

...ทุกๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า

จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่
อยู่เคียงข้างกันเสมอ..

แต่แล้ววันหนึ่ง ………………………………………………

ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์
 
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์

จนเลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ทีละน้อย
..........
 
....และก็แยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด...
 

เมื่อค่ำคืนมาถึง..
 
จึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่ เพียงดวงเดียว
...
 
ส่วนดวงจันทร์ผู้ชายก็ได้แต่ตามหา
ดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง
....

คืนแล้วคืนเล่า วันเวลาล่วงผ่านไป
 

แต่ดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ..
.....
 
ด้วยความคิดถึง
และอยากพบดวงจันทร์ผู้หญิงให้เร็วที่สุด
 
ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า
 
\"หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้
คงไม่ได้เจอแน่ๆ\"
 
จึงตัดสินใจ.. ระเบิดตัวเอง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ไปทั่วทั้งจักรวาล

เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น
ออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งนั้น...

..... เมื่อเวลาผ่านไป

ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิง
ได้เห็นถึงความจริงว่า..

แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า
สวยงามสักปานใด

แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้า
แต่เพียงเธอเท่านั้น

ยังส่องแสงไปยังดาวดวงอื่นๆ อีกมากมาย
 
ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง....

.... แต่หาเท่าไรก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ

ต่อมาจึงได้รู้ว่า ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเอง
เพียงเพื่อตามหาตน
จนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ

ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอ
กับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว
จึงได้แต่โศกเศร้า และเสียใจ ....

แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชาย
มีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง
ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสง

ที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตน
ส่งให้ถึงดวงจันทร์ผู้หญิง

เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า
เคียงข้างดวงจันทร์

จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาว
ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้
....

หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

วันไหนที่เห็นจันทร์สวยสด

วันนั้น
คุณก็จะไม่เห็นดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสง

หรือ วันใดคุณเห็นดาวเปล่งประกายเต็มฟ้ามืด

วันนั้น คุณก็จะไม่พบดวงจันทร์....

.....เขาและเธอ ไม่อาจพบกันตลอดกาล.....
 
2月2日

ขั้นตอนการเปลี่ยนTouch Screen O2 ATOM

ซื้ออะไหล่มาจากต่างประเทศ(เมืองไทยหาไม่ได้)
DSC00184
 
เปิดซอง Seal อย่างดี
DSC00179
อุปกรณ์ทั้งหมดในกล่อง(หาร้านดีๆเค้าจะให้ไขควงมาด้วย)
DSC00180
 
ผู้ป่วยของเราถอดเตรียมพร้อมแล้ว
DSC00181
 
แนะนำอุปกรณ์ เพิ่มเติมเผื่อใช้ ไขควงสำหรับมือถือ
DSC00182
 
เครื่องพร้อมอุปกรณ์พร้อม ลุยกันเลย
DSC00174
 
เปิดด้วยใช้ไขควงมุมล่าง2จุด
DSC00175
 
เปิดด้านบน งัดออกมาเลยครับ ทีแรกหาน๊อตตั้งนาน :p
DSC00170
 
ไขน๊อต มุมบนอีก 2จุด
DSC00169
 
ฝาหลังก็จะออกมาแล้ว
DSC00166
 
ดูกันให้ชัดๆ Mainboard ของO2 ATOM
สายแพรข้างล่างระวังให้มากๆนะครับ ขาดที ซื้อจอLCDใหม่เลย 2พันกว่าบาท
 
ลืมบอกต้องถอดมันด้วย โดยงัดตัวดำๆขึ้นมาก่อน จะดึงสายแพรออกอย่างง่ายดาย
DSC00167
 
สายแพรที่น่ากลัว
DSC00163
 
งัดตัวนี้ด้วยนะ ไม่งั๊นดึงไม่ออก
DSC00165
อุปกรณ์ทั้งหมดจะเป็นอย่างนี้
DSC00161
 
พลิกจอ LCD จะแยก Touchscreen ออกมาได้เช่นนี้
มีจุดปัดกรีเล็กๆ4จุด ต้องใช้ฝีมือหน่อยในการเอาออก
DSC00158
 
เทียบกันหน่อย ของเก่ากับของใหม่
DSC00157
 
บัดกรีเข้าที่เก่าก็เป็นอันจบ
ถ้าจะให้ดีใช้กระดาษแข็งช่วยในการบัดกรีจะช่วยได้เยอะมาก
 
ปัญหาที่เจอ
 

ใส่กลับแล้ว Align Screen ไม่ผ่าน ให้ดูจุดบัดกรีดีๆว่าดีหรือป่าว

ถ้าAlign เกิน5ครั้งแล้วไม่ผ่านให้บัดกรีใหม่

เหนื่อยๆ

ประสบการณ์จอTouch Screen O2 ATOMแตก3ครั้ง

หลังจากมีประสบการณ์อันเลวร้ายจากศูนย์O2 ก็คิดว่าประกันมันไม่มีความหมายแล้ว
ก็หาเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ PDA Phone เพื่อหาความรู้ ก็เจอ www.mrpalm.com ก็เป็นเว็บที่อัพเดท, และความรู้เยอะมากๆ
ทีแรกตามไม่ทันเลย จนหลังๆตามได้ว่าคุยอะไรกัน, รู้ว่าร้านไหนเป็นร้านที่น่าเชื่อถือ
 
พอมีความรู้ซักหน่อยแล้ว ก็เกิดอุบัติเหตุอีกจนได้ Touch Screen แตก จอแสดงผลดีแต่จิ้มไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย
จากการไปศูนย์ครั้งแรกทำให้เรารู้ว่า LCD กับ Touch Screen มันแยกกัน ถ้าหาซื้อ Touch Screen อย่างเดียวได้ก็จะถูกกว่าเยอะ
 
จอแตกครั้งที่1
เราก็ถามราคาตามเว็บบอร์ด ราคาพอประมาณก็คิดว่าไปหาซื้ออะไหล่มาให้ช่างถอด ประกอบดีกว่าน่าจะถูกกว่า
ก็ถามตามร้านขายอะไหล่ของไทย+ถามในเว็บ mr.palm ก็ได้คำตอบว่า"ไม่มีขายในไทย"
เราก็ด้วยความที่เคยเป็นพ่อค้าในEbay ก็หาตามเว็บ Ebay ก็คำนวนราคาแล้วพอใช้ได้
ก็ได้สั่งอะไหล่มา แล้วไปที่ร้านคุณนพพงษ์ ที่IT Mall เปลี่ยนTouch Screen เสร็จใช้ได้ดี
ราคาค่าเปลี่ยนพอใช้ได้ประมาณ500
 
หลังจากนี้ก็เริ่มคิดจะขายทิ้งแล้ว แต่ราคามันน้อยมากๆ เลยเก็บไว้เป็นเครื่องสำรองดีกว่า
 
จอแตกครั้งที่2
ผ่านจากเปลี่ยน Touch Screen มาประมาณ1-2 วัน
ด้วยความไม่ระวังของเราก็ยังใส่แค่ซิลิโคน ไม่มีอะไรมาป้องกันจออันบอบบางเลย
และด้วยความกลัวจะจอแตกอีกเราก็ใส่มือถือไว้ในกระเป๋าเป้
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง จะเอามือถือออกมาใช้ ปรากฏว่าจอTouch Screen แตกอีกแล้ว
โอ้ว!!!ร้องไห้ เอาอีกแล้ว แต่คราวนี้เราพอมีประสบการณ์แล้ว ก็สั่งซื้อทางEbay แล้วเอามาให้ช่างนพพงษ์เปลี่ยนอีก
เราบ่นให้ช่างฟังเค้าก็ลดราคามาให้เหลือ400บาท
 
จอแตกครั้งที่3
หลังจากจอแตกครั้งที่2 ก็ซื้อซองหนังมาใส่อย่างเรียบร้อย อยู่ได้นานเชียว
จนถึงวันที่ต้องไปเที่ยวเมืองนอก น้องชายอยากลองใช้PDA Phone บ้าง
เราก็ให้ยืมไป ก็ได้คืนมาปกติ แต่ไม่ได้ซองหนังคืนมา
ระหว่างรอคืนซองหนัง เราก็ใช้เครื่องเปลือยๆไปก่อน ก็สะดวกดีนะบางดี
รักษาอย่างดีด้วย จนวันนึงเอามาใส่กระเป๋ากางเกง เดินไปเดินมา เดินไปชนมุมโต๊ะ ดัง"เปรี๊ยะ"เลย
ควักออกมา จอแตกอีกแล้วร้องไห้
 
คราวนี้ก็ สั่งซื้อทางEbay ตามปกติ แต่เดินไปหาไขควงสำหรับไขมือถือ ที่เสือป่าพลาซ่า
หาข้อมูลจากเว็บเพื่อเปลี่ยนเองแล้ว...
ไม่ไหว

ประสบการณ์อันเลวร้ายกับศูนย์O2

เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยรักษาของ ส่วนมากของที่ซื้อคิดเสมอว่าซื้อมาเพื่อใช้งานไม่ได้ซื้อมาเพื่อรักษาซื้อมือถือมาก็จะไม่ค่อยรักษา
จนได้ซื้อ O2 ATOM ซึ่งเป็นPDA Phone ก็เริ่มมีปัญหาเพราะเป็นมือถือที่ค่อนข้างบอบบาง
ตั้งแต่ซื้อมา(ต้นปี 2006) ก็ไม่ค่อยรักษามากมาย แปะแผ่นกันรอยเพราะแถมมา ใส่ซิลิโคนก็เพราะมีคนซื้อมาให้
 
จนถึงวันใกล้หมดประกันประมาณ5วัน เราก็วางมือถือบนโต๊ะกินข้าวตามปกติ กลับมาดูอีกทีจอมือถือมีน้ำเข้า  ตกใจผสมเศร้ามาก
ลองจิ้มๆจอดูก็ไม่ค่อยดีแล้ว ก็วิ่งไปศูนย์ O2 ที่ IT MALL(Fortune) ทันที
ก็เอาเข้าศูนย์ตามปกติ คิดว่าล้างๆก็จบ 2-3วันแรกเราก็โทรตามตลอดเพราะเป็นห่วงมาก แต่ได้คำตอบว่ายังไม่เอาส่งเข้าศูนย์ซ่อม
เราก็ โอ้โห อะไรเนี่ยไม่สนใจมือถือเราเลย จนประมาณ1อาทิตย์ผ่านไป ศูนย์ก็โทรมาว่าจะซ่อมให้แล้วนะ ต้องเปลี่ยนTouch Screenค่าซ่อมพันกว่าบาท(จำไม่ได้แล้ว)
แต่ Mainboard โดนความชื้น อาจจะทำงานไม่ปกติ ถ้าไม่เปลี่ยนตอนนี้อนาคตอาจจะไม่ดี(ให้เปลี่ยนM/Bตามระเบียบศูนย์O2) เราก็เปลี่ยนแต่ Touch Screen ดิ
คิดว่าเด๋วเลิกใช้แล้ว เอาพอใช้ได้ก็พอ
 
ที่เด็ดสุดก็ตอนนี้ที่มารับเครื่องนี่แหละ เราก็ไปรับเครื่อง รอตามปกติพนักงานก็น้อยคนเอามาซ่อมก็เยอะเหลือเกิน
ถึงคิวเราก็ตรวจเครื่องตามปกติ เซ็นต์รับของจะจ่ายเงินแล้ว เราก็เอะใจ!!!ถามว่า มันอยู่ในประกันนะตอนเอามาเข้าศูนย์
พนักงานก็อึ้งๆ ตอบมาว่าพี่เซ้นต์รับแล้วหนิ ต้องจ่ายเงินแล้วล่ะ เซ็งเลย
รัยเนี่ย รู้สึกโดนหลอกอย่าแรง ศูนย์ฯO2 นะเนี่ย
 
ตั้งแต่นั้นมาไม่คิดจะเข้าศูนย์มันเลย หาร้านซ่อมข้างนอกดีกว่าถูกว่าเยอะเลย
เพราะประกันของมันก็ไม่เห็นจะช่วยอะไรเลย
 
ร้านประจำตอนนี้ก็ร้านคุณนพพงษ์ , และหาประสบการณ์ซ่อมเองดีกว่า
DSC00178
12月1日

สามก๊ก ฉบับนักบริหาร : ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา

สามก๊ก ฉบับนักบริหาร : บทที่ 20 เสือตัวนี้ต้องฆ่า แต่มิใช่ฆ่าตอนนี้
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 พฤศจิกายน 2550 15:35 น.
 
 
สถานการณ์การเมืองในดินแดนจีนยุคนั้น แม้จะไม่มีสงคราม แต่ก็ไม่มีสันติภาพ แต่ละหัวเมืองต่างส้องสุมกำลังคอยจ้องจะแย่งชิงดินแดน สร้างสมอำนาจกันอย่างเอาเป็นเอาตาย มีโจโฉเป็นเผด็จการอยู่ในเมืองหลวงฮูโต๋ ยึดอำนาจเหนือพระเจ้าเหี้ยนเต้ ลอบออกพระบรมราชโองการสั่งการโดยพละการตลอดเวลา
       
       อยู่มาวันหนึ่ง ลิโป้ที่ยึดเมืองชีจิ๋วสั่งการให้ซงเหียนกับงุยซกไปกว้านซื้อม้าที่เมืองซัวตั๋ง ได้ม้ามา 300 ตัว ตกกลางคืนมีคนร้ายแอบตีชิงเอาม้าไปครึ่งหนึ่ง สืบได้ความว่าเตียวหุยน้องเล่าปี่ คุมพรรคพวกปลอมตัวเป็นโจรป่ามาแย่งชิงเอาม้าไป ลิโป้ไม่ชอบหน้าเตียวหุยเป็นทุนอยู่แล้วได้ยินดังนั้นก็โกรธ จัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกไปเมืองเสียวพ่าย เพื่อจับเตียวหุยกับพวกที่เป็นโจร
       
       เล่าปี่รู้ความก็ตกใจคุมทหารออกมาตั้งรับ ร้องถามลิโป้ว่า ที่ท่านยกกองทัพมานี้ด้วยเหตุใด ลิโป้ยกแส้ม้าชี้หน้าเล่าปี่แล้วร้องว่า ครั้งกิเหลงยกทัพมารบเสียวพ่าย เราได้ช่วยคิดอ่านแก้ไขท่านจึงรอดชีวิต แต่มิรู้จักบุญคุณคน ควรหรือมาตีชิงปล้นเอาม้าของเราไป
       
       เตียวหุยได้ยินลิโป้กล่าวหยาบช้าแก่เล่าปี่ก็โกรธ มิทันที่เล่าปี่จะตอบ เตียวหุยร้องตอบลิโป้ว่า ตัวกูนี่แหละเว้ยไปตีชิงเอาม้ามึง แล้วมึงจะทำไมกู ทีมึงตีชิงเอาเมืองชีจิ๋วของพี่กูไป มึงคิดว่ากูไม่โกรธมึงหรอกหรือ ลิโป้ได้ยินดังนั้นก็บันดาลโทสะ ขับม้าออกรบกับเตียวหุยได้ร้อยเพลง เล่าปี่เกรงเตียวหุยจะเสียที สั่งให้ตีม้าล่อขึ้นยกทัพกลับเข้าเมือง ลิโป้จึงเข้าล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน
       
       เข้ามาในเมืองเล่าปี่จึงบอกเตียวหุยให้รู้ว่า ที่เกิดเหตุใหญ่เพราะตัวไปชิงเอาม้าลิโป้ เมื่อถูกคาดคั้นหนักเตียวหุยยอมคลายบอกที่ซ่อนม้าที่วัดก๊กอี้บนเนินเขา เล่าปี่จึงสั่งให้ทหารออกไปขอขมาลิโป้ เอาม้าที่เตียวหุยยึดมาไปคืน ลิโป้จึงค่อยคลายโกรธ แต่ตันก๋งกลับแนะว่า เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ ท่านจะรั้งรออยู่ทำไม ควรกำจัดเล่าปี่เสียตอนนี้ จะได้สิ้นเสี้ยนหนามที่จะคอยทำอันตรายแก่ท่าน ลิโป้เห็นชอบด้วย สั่งทหารเข้าตีเมืองเสียวพ่าย
       
       ทัพเล่าปี่อ่อนกำลังกว่าต้านลิโป้ไม่ได้ บิต๊กกับซุนเขียนสองกุนซือจึงแนะนำเล่าปี่ว่า ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา โจโฉมีความพยาบาทลิโป้อยู่ เราควรตีฝ่าหนีออกไปเมืองฮูโต๋ ขอทหารโจโฉแล้วจึงยกกลับมารบกับลิโป้ เล่าปี่เห็นชอบด้วยตกยามสามเดือนสว่างให้เตียวหุยเป็นกองหน้า กวนอูเป็นกองหลัง เล่าปี่กับครอบครัวอยู่กองกลาง ตีฝ่าวงล้อมมุ่งไปตั้งอยู่นอกเมืองฮูโต๋ เมืองเสียวพ่ายจึงตกเป็นของลิโป้ตั้งแต่นั้นมา
       
       เล่าปี่สั่งให้ซุนเขียนเข้าไปแจ้งแก่โจโฉว่า ลิโป้ยกมาตีเมืองเสียวพ่ายแตก จึงหนีมาเพื่อขอพึ่งอยู่ด้วยกับท่าน โจโฉมีความยินดีแสดงใจนักเลง แต่งทหารออกไปรับเล่าปี่เข้ามาในเมืองแล้วว่า เล่าปี่อุปมาเหมือนหนึ่งคนแซ่เดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย โจโฉจึงบอกแก่เล่าปี่มิพึงต้องทุกข์ใจ เราจะช่วยท่านยกทัพไปตีชิงเมืองชีจิ๋วกำจัดลิโป้เสียให้ได้ เล่าปี่คำนับขอบใจโจโฉ แล้วก็ลากลับมายังค่ายทัพนอกเมือง
       
       ลับหลังเล่าปี่ ซุนฮกแนะนำโจโฉว่า เล่าปี่มันเป็นมังกรเหมือนกัน มิควรคบไว้นานไปจะเป็นภัย บัดนี้เล่าปี่ตกอับมาอยู่ในเงื้อมมือเราควรจะฆ่าเสีย โจโฉไม่เห็นด้วยก็นิ่งฟัง ซุนฮกก็ลาไป กุยแกจึงว่าที่ซุนฮกแนะให้ฆ่าเล่าปี่นั้น มิอาจเห็นด้วย ทุกวันนี้ท่านโจโฉคิดการใหญ่ ควรหาผู้มีสติปัญญามาร่วมคิดการด้วยถึงจะถูก การฆ่าศัตรูเพียงคนเดียว แต่สูญเสียศรัทธาไปทั่วมิคุ้มกัน
       
       เล่าปี่เป็นคนมีสติปัญญา หนีร้อนมาพึ่งเย็น ถ้าท่านสั่งฆ่าเล่าปี่ คนทั้งปวงที่หมายมีใจจะมาร่วมการด้วยก็จะกลับใจ สวนทางกับความรู้สึกนึกคิดประชานิยม โจโฉเห็นด้วยกับกุยแกจึงว่า ความคิดของท่านตรงกับใจข้า ครั้นเวลาเช้าโจโฉเข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ กราบบังคมทูลเรื่องราวทั้งหมด ขอตั้งเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองอิจิ๋ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้ตามที่โจโฉกราบบังคมทูล
       
       เทียหยกกุนซืออีกคนหนึ่งของโจโฉจึงท้วงติงว่า เล่าปี่เป็นคนเก่งมีสติปัญญา มีหรือจะเป็นผู้น้อยอยู่ใต้บังคับบัญชาของใครนั้นหามิได้ นานไปจะเอาใจออกห่าง ให้ครองพื้นที่เท่ากับเลี้ยงเสือ ท่านจงจับตัวเล่าปี่ฆ่าเสียจึงจะถูก
       
       โจโฉกำลังอยู่ในอารมณ์อยากใช้นอมินีจึงตัดบทว่า เสือตัวนี้เราต้องฆ่า แต่มิใช่ฆ่าตอนนี้ เรากำลังคิดการใหญ่ ต้องเอาใจดึงคนมีสติปัญญามาไว้ใช้งาน ถ้าฆ่าเล่าปี่คนทั้งปวงรู้เข้าก็จะเสียใจ อีกทั้งกุยแกก็เห็นด้วยเรื่องนี้มิต้องพูดท้วงติงอีกแล้ว วันต่อมาโจโฉจึงจัดทหารสามพันให้แก่เล่าปี่ ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองอิจิ๋ว กำชับเล่าปี่ เมื่อได้จังหวะจึงยกไปตีเมืองเสียวพ่าย เกลี้ยกล่อมผู้คนจะได้เป็นกองกำลังไปกำจัดลิโป้ที่เมืองชีจิ๋ว เล่าปี่รับคำโจโฉ คำนับแล้วลาไปตั้งอยู่ที่เมืองอิจิ๋ว
       
       การตัดสินใจช่วยเล่าปี่ของโจโฉ ลึกๆ ในใจโจโฉก็มิได้ไว้วางใจในตัวเล่าปี่มากมายนัก แต่เป็นกุศลกรรมของเล่าปี่ได้ทำไว้แต่หนหลัง การปราบโจรโพกผ้าเหลืองอย่างมีผล ความสุภาพอ่อมน้อมถ่อมตนในช่วงที่ร่วมทัพ 18 หัวเมืองภายใต้ร่มธงของกองซุนจ้าน ความห้าวหาญของกวนอู เตียวหุย ในการสู้รบกับทัพตั๋งโต๊ะกับลิโป้
       
       ทั้งหมดนี้ยังตรึงประทับใจโจโฉอยู่มิคลาย โจโฉเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์อยากได้คนเก่งมีฝีมือกอปรด้วยสติปัญญามาร่วมงานด้วย อีกทั้งยังเห็นว่าเล่าปี่กับน้องทั้งสองมีฝีมือทางการสู้รบที่เคยพิสูจน์มาให้เห็นกันจะๆ มาแล้ว เอาไว้ใช้เพื่อกำจัดลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยวกับม้าเท้ง รวมทั้งกองกำลังต่างๆ ที่แข็งเมืองขึ้นได้ในอนาคตโดยที่ตัวโจโฉเองเพียงแต่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังมิต้องลำบากออกหน้า
       
       นี่คือมุมมองเหนือชั้นของโจโฉที่กุนซือหลายคนมองข้าม นโยบายการสร้างนอมินีของโจโฉ จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้องตามสถานการณ์ในขณะ นั้น โดยมิต้องต่อท่อให้เปลืองเงินจากท้องพระคลังมากมายนัก เพราะแนวนโยบายกับปูมหลังของเล่าปี่ก็มิใช่คนทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่เคยมีประวัติทางการเมืองที่ชอบไข่เน่าๆ ไว้แล้วทิ้ง ปล่อยให้กาลเวลากับความอ่อนแอของกฎหมายตรวจสอบล้าไป กลบความไม่ถูกต้องของพรรคพวกและของตัวเองตามธรรมชาติความอ่อนแอ่ของการปกครอง อีกทั้งเล่าปี่กับพวกต่างยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว โจโฉคิดได้ดังนี้จึงกระหยิ่มใจที่ตนจะหลอกใช้เล่าปี่ได้สำเร็จ ขณะเดียวกันภายในใจของเล่าปี่ก็นึกกระหยิ่มที่มาพึ่งใบบุญโจโฉ กับหลอกใช้โจโฉในครั้งนี้ได้สำเร็จเช่นกัน
       
       นอกจากได้กองกำลังของเล่าปี่มาเป็นพวกแล้ว โจโฉยังตั้งหน้าตั้งตาเสาะแสวงหาคนดีมีสติปํญญาและคนมีฝีมือมาไว้เป็นพวก เลี้ยงดูผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยความรักใคร่ไว้วางใจ ฝ่ายบุ๋นกุนซือล้วนเป็นคนมีปัญญาวิชามารครบเครื่องอาทิ ซุนฮก ซุนฮิว กุยแก เทียหยก รองลงไปก็มี ลิยอยกับหมันทอง โจโฉเลือกกุนซือโดยพยายามเลือกคนที่ไม่มีความไฝ่สูงทางการเมือง โจโฉรู้ว่า ถ้าคนที่มีความฝักไฝ่ทางการเมือง ผู้นั้นย่อมนำพาตนเองไปสู่ความมักใหญ่ไฝ่สูง คอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง โอกาสที่จะทรยศหักหลังผู้คนแลผู้บังคับบัญชาจะมีสูงกว่าคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง
       

       ทางด้านฝ่ายบู๊ คนดีมีฝีมือที่โจโฉรักใคร่นับถือมากที่สุดได้แก่ เตียนอุยชาวเมืองตันลิว แฮหัวตุ้นนายทหารเอกญาติโจโฉนำมาฝาก เตียนอุยเป็นคนร่างใหญ่ กล้าหาญเข้มแข็ง เป็นนักฆ่าคนแก้แค้นแทนเพื่อน ฆ่าแล้วตัดศีรษะหิ้วเข้าตลาด ผู้คนมิกล้าเข้าใกล้ ชำนาญถือหอก 2 ง่ามหนัก 80 ชั่ง ขึ้นม้าชอบหนีบอาวุธไว้กับตัว ครั้งหนึ่งลมพายุพัดจัด เสาธงใหญ่หน้าค่ายเอนจะล้มลง เตียนอุยใช้มือข้างเดียวยันเสาธงขึ้นตรงดังเก่าได้อย่างง่ายดาย และเตียนอุยคนนี้แหละที่เคยช่วยชีวิตโจโฉรอดพ้นจากลิโป้ที่ปักเอี้ยง
       
       โจโฉเชื่อในปรัชญาเดียวกันกับอริสโตเติลที่บอกว่า ความดีของมนุษย์ต้องสิ้นสุด เมื่อเริ่มเล่นการเมือง การเลือกนายทหารโจโฉจึงเลือกบุคลากรที่เป็นทหารอาชีพ มีจิตวิญญาณเป็นทหารจริง ๆ โดยไม่ไฝ่โลภทางการเมือง บทเรียนชีวิตในอดีตของโจโฉผ่านประสบการณ์เลวร้ายจากการกระทำของบรรดาแม่ทัพนายกอง ที่นำการเมืองเข้ามาปะปน จนกลายเป็นกองทัพแห่งความโลภขวนขวายอันมิรู้สิ้นสุด โจโฉได้รับบทเรียนชีวิต ได้ เห็นผู้นำหลายคน ถูกทำลายจากความคิดผิดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น
 
11月21日

รมว ที่ทำงานดีที่สุด รัฐบาลนี้ : น้ำมัน 200 ดอลลาร์จะเกิดอะไรขึ้นกับไทย?

รัฐบาลนี้บางคนก็ว่าเป็นรัฐบาลเต่า รัฐบาลรักษาการณ์ ไม่ทำอะไร
จากการติดตามของผม มีรัฐมนตรีท่านนึง คือ
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.กระทรวงพลังงาน ชอบที่วิสัยทัศน์ที่ไม่เหมือนนักการเมือง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ
ท่านบอกจะไม่อุดหนุนค่าน้ำมันโดยการลดภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการ ไม่ได้ทำตามกระแสนิยมเลย
เพราะชาวบ้านก็เข้าใจเรื่องน้ำมันแพงกันดี และท่านก็ชงเรื่อง พรบ.พลังงานนิวเคลียร์ ทิ้งทวนไว้แล้วด้วย
ถ้ารอรัฐบาลหน้านะ ท่าทางจะไม่ได้ทำแน่ๆ เพราะเสียคะแนนเสียง
 
และวันนี้อ่านบทความ กาแฟดำของคุณหยุ่น ได้เห็นมุมมองของ รมว. ผู้นี้ ไม่ธรรมดาจริง
ลองอ่านกันดูนะ

REF : http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/21/WW12_1238_news.php?newsid=203982

น้ำมัน 200 ดอลลาร์จะเกิดอะไรขึ้นกับไทย?จากฮูโก ชาเวซ ถึงปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 00:00:00

ปะหน้ากันวันก่อน ผมถามรัฐมนตรีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ แห่งกระทรวงพลังงาน ว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบของโลกพุ่งพรวดพราดไปที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างที่ผู้นำเวเนซุเอลา ฮูโก ชาเวซ เพื่อนซี้ของประธานาธิบดี มาห์มู๊ด อามาดิเนจาร์ด แห่งอิหร่าน ที่ประกาศกลางที่ประชุมของกลุ่มโอเปค จะเกิดอะไรขึ้น?

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :    รัฐมนตรีพลังงานคนนี้ตอบด้วยสีหน้าปกติมากๆ ว่า

"ถ้าราคาน้ำมันดิบขึ้นไปที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจโลกคงชะลอลง แต่เศรษฐกิจโลกอาจจะรับมันได้ดีกว่าที่เราคิด เพราะว่า...ถ้ามันไปถึงจุดนั้น ราคาน้ำมันเบนซินในไทยก็คงจะไปอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อลิตร ซึ่งแปลว่าการใช้น้ำมันเบนซินก็จะลดลง...ถามว่ายังมีการใช้ต่อไปไหม? ผมว่าจะยังคงมีการใช้ต่อเพราะรถยนต์ที่ซื้อมานั้นราคาแพงกว่าเยอะ...แม้ราคาน้ำมันจะขึ้นมา 30 บาทต่อลิตร ก็ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเช่ารถยนต์ หรือค่าดอกเบี้ยในการผ่อนรถยนต์"

คุณปิยสวัสดิ์ บอกว่า ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคยขึ้นจาก 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาเป็นเกือบ 100 ดอลลาร์ แต่เศรษฐกิจโลกก็ยังขยายตัวได้พอสมควร

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

คุณปิยสวัสดิ์ วิเคราะห์ว่า "ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่ารายได้ที่ผู้ผลิตน้ำมันได้ไปจากราคาที่เพิ่มขึ้นนั้นมันหมุนกลับมาในเศรษฐกิจโลกได้เร็วพอสมควรในเรื่องการลงทุน หรือการซื้อสินค้าจากประเทศที่ส่งไปขายให้กับประเทศสมาชิกโอเปค อย่างไทยเรา และฟิลิปปินส์ ก็ได้เงินเยอะแยะจากการท่องเที่ยวของประเทศที่รวยจากน้ำมัน อย่างฟิลิปปินส์ได้รายได้อย่างมากจากคนงานที่ไปทำงานในตะวันออกกลาง ประเทศไทยก็ได้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การรักษาพยาบาลจากข้างนอกเพิ่มขึ้น...และการส่งออกไปตะวันออกกลาง เช่น รถยนต์ ก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก..."

รัฐมนตรีพลังงานบอกว่า แนวโน้มราคาน้ำมันเพิ่มทำให้ราคาสินค้าเกษตรก็สูงขึ้น ไทยก็พลอยได้รับประโยชน์จากรายได้การส่งออกสินค้าเกษตร ที่บรรเทาปัญหาจากราคาน้ำมันแพงไปได้บ้างเช่นกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะสินค้าเกษตรหลายตัวเอาไปทำเป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน

"ดังนั้น จะเห็นว่าราคาน้ำตาล ราคาอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม ล้วนปรับตัวสูงขึ้นไป...และประโยชน์เหล่านี้ก็กลับมาสู่ประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรเหล่านี้เพื่อส่งออก...และการลงทุนที่กลับเข้ามาก็วนกลับเข้ามาในตลาดการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ...ทำให้ดอกเบี้ยไม่สูง ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างมาก..."

เขาถามผมว่า สังเกตไหมว่าแม้ราคาน้ำมันดิบจะสูงขึ้นไปใกล้ๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่โลกยังเต็มไปด้วยสภาพคล่องในตลาดการเงิน ราคาหุ้นก็ขึ้นเอาๆ..."ส่วนหนึ่งก็เกิดจากที่เงินมัน recycle กลับมาสู่เศรษฐกิจโลก ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้นำเข้าน้ำมันมีแน่นอน แต่อาจจะไม่มากอย่างที่เราคิด..."

แต่คุณปิยสวัสดิ์ก็ยืนยันว่า "ถ้าเราต้องการลดผลกระทบเรื่องราคาน้ำมัน วิธีเดียวก็คือการลดการใช้น้ำมัน ไม่มีหนทางอื่น"

ผมถามว่า ในฐานะรัฐมนตรีพลังงาน ลึกๆ ในใจอาจจะอยากให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปอย่างรวดเร็วเพื่อกดดันให้ผู้บริโภคไทยลดการใช้น้ำมันอย่างจริงจังหรือเปล่า?

คุณปิยสวัสดิ์ตอบว่า "ถ้าราคาน้ำมันดิบขึ้นไปที่ 200 ดอลลาร์ ก็จะเกิดการพยายามใช้พลังงานทดแทนอย่างมากและอย่างเร็ว...คนจะช็อก คนจะตกใจ โดยเฉพาะในช่วงแรก ก็อาจจะด่ารัฐมนตรีพลังงาน แต่นั่นอาจจะเป็นผลดีต่อโลกในระยะยาว เพราะจะทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในไทย ไม่ว่าจะเป็นขยะ ลม แสงอาทิตย์ แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล เดินหน้าไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดลงของการใช้น้ำมันในโลกอย่างฉับพลันทันตา..."

คงไม่ได้หมายความว่า คุณปิยสวัสดิ์อยากเห็นสงครามในตะวันออกกลางในเร็ววัน เพื่อดันราคาน้ำมันให้แพงลิ่ว เพื่อจะได้กระตุ้นคนไทยให้ประหยัดพลังงานอย่างจริงจังใช่ไหม?

คุณปิยสวัสดิ์หัวเราะ สั่นหัว เพราะเป็นคำถามที่ไม่ต้องตอบ แค่ยิ้มก็รู้ใจ อะไรทำนองนั้น

เห็นหรือยังว่าการวิเคราะห์ผลกระทบของแนวโน้มราคาน้ำมันนั้น มองจากมุมใดมุมหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด

11月20日

Magnificent ใครเทียบนามพระองค์

ที่ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรก คงเป็นวันซ้อมนมัสการ
ที่พี่นิวเอาเพลงใหม่มาให้ฟังก็ฟังแล้วเพราะดีนะ
เราก็เล่นๆไปเพราะดีความหมายดีได้นมัสการ
 
ได้ฟังอีกครั้งตอนที่ Worship Network มาซ้อมที่โบสถ์
โฮ้โห เพราะมาก มันทั้งนิ่มนวล แฝงด้วยความแข็งแกร่งภายใน
 
มาฟังกันเลยดีกว่า
 
MAGNIFICENT
 

G                   Em                  C               Am                     D

Who compares to You?                  Who set the stars in their place?

G                   Em                  C               Am                     D

You who calmed the raging seas   That came crashing over me

 

Who compares to You?

You who bring the morning light

The hope of all the earth

Is rest assured in Your great love

 

G               Em                                    C                   D

*You are magnificent, eternally                Wonderful, glorious

G          Em                C          G            D    

Jesus                           No one ever will compare to You

G

Jesus

 

Where the evening fades

You call forth songs of joy

As the morning wakes

We Your children give You praise

 
 Download

 

10月25日

ขั้นตอนการยื่นขอ หนังสือเดินทางใหม่

ขั้นตอนการยื่นขอ หนังสือเดินทางใหม่

ขั้นตอนที่ 1 รับบัตรคิว
ขั้นตอนที่ 2 ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่มีเลข 13 หลักหากไม่มีเลข 13 หลัก ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดงพร้อมเอกสารหลักฐานอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 - เก็บข้อมูลชีวภาพ(วัดส่วนสูง เก็บลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วชี้ขวาและนิ้วชี้ซ้ายด้วยเครื่องสแกนข้างละ 2 ครั้ง และถ่ายรูป 2 ครั้ง)- แจ้งความประสงค์ที่จะขอรับเล่มทางไปรษณีย์
ขั้นตอนที่ 4 ชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท และค่าส่งไปรษณีย์ (35 บาท) รับใบเสร็จรับเงิน และรับใบนัดรับเล่มท่านจะได้รับหนังสือเดินทาง ดังนี้
หากยื่นที่กรมการกงสุล ผู้ร้องสามารถรับหนังสือเดินทางได้ 2 วันทำการไม่นับวันยื่นคำร้อง
หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ ท หากยื่นที่สำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้าและบางนา)
ผู้ร้องจะได้รับเล่มภายใน 3 วันทำการไม่นับวันยื่นคำร้อง หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ ท
กรณียื่นคำร้องที่สำนักงานสาขาในต่างจังหวัดและขอให้จัดส่งทางไปรษณีย์ผู้ร้อง (ในเขตเมือง) จะได้รับหนังสือเดินทางภายใน 5 วันทำการ ท โดยที่กระทรวงฯ ได้ติดตั้งเครื่องอ่านหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์จำลองเพื่อผู้ร้องสามารถทดสอบการผ่านเข้า-ออกท่าอากาศยานโดยอัตโนมัติไว้ 1 เครื่อง ที่กรมการกงสุล
ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มารับเล่มด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ถือหนังสือเดินทางมีความคุ้นเคยกับการใช้หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ
ในกรณีจำเป็น อาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับแทนหรืออาจร้องขอให้จัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS) การให้ผู้อื่นรับ หนังสือเดินทาง แทน ผู้ที่ยื่นคำร้องที่ไม่สามารถมารับหนังสือเดินทางเอง สามารถให้ผู้อื่นมารับแทนได้
โดยนำใบรับหนังสือเดินทางและบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ขอหนังสือเดินทาง และบัตรประชาชนของผู้รับแทน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับแทน 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานการรับหนังสือเดินทาง

หน่วยงานในสังกัด กองหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ อาคารกรมการกงสุล 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทร. 0-2981-7171-99 โทรสาร. 0-2981-7256

สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา ศูนย์การค้าเซ็ลทรัลซิตี้ บางนา บริเวณลานจอดรถ ชั้น P9
โทร.0-2383-8401-3 โทรสาร 0-2383-8398
สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปิ่นเกล้า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชั้น 8 ถนนบรมราชชนนี
โทร. 0-2884-8831 , 0-2884-8838 โทรสาร 0-2884-8825
สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดเชียงใหม่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ 0-5389-1535-6 โทรสาร 0-5389-1534
สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดสงขลา ศาลากลางจังหวัดสงขลา (หลังเก่า) ชั้น 1 ถนนราชดำเนิน อ.เมือง จ.สงขลา 9000
โทรศัพท์ 0-7432-6510-1 โทรสาร 0-7432-6506
สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดขอนแก่นศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ถนนศูนย์ราชการ
โทรศัพท์ 0-4324-2707, 0-4324-3462, 0-4324-2655 โทรสาร 0-4324-3441

http://www.consular.go.th/

 
 
คาถาเล่นหุ้น..มือใหม่
17 ตุลาคม พ.ศ. 2550 12:00:00
คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

เกาะติดเคล็ดลับเล่นหุ้นอย่างไรให้มีกำไรแบบ "ยั่งยืน" จากเหล่าเกจิแวดวงการลงทุน ทั้ง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร และพีรนาถ โชควัฒนา เจ้าของรางวัล "ผู้ถือหุ้นดีเด่น" คนล่าสุด

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูหุ้นมูลค่าคนต้นๆ ของเมืองไทย เปรียบเปรยไว้ว่าการลงทุนก็เหมือนการ "เลี้ยงลูก" ซึ่งจะให้ออกดอกออกผลสวยงาม ก็ต้องมองกันไกลๆ

 ดร.นิเวศน์ ให้นิยามไว้ว่า การลงทุนที่ยั่งยืนจะต้องเป็น "การลงทุนหุ้นเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันหน้า)" หรือ Investment for Life

 "ในโลกสมัยใหม่ การมีหุ้นต้องเลี้ยงดูให้เหมือนกับการมีลูก หรือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีในวันหน้า เราต้องค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่ง หุ้นเหล่านี้จะเลี้ยงเราได้ เพราะหุ้นเป็นธุรกิจและอนาคตของเรา" ดร.นิเวศน์ กล่าว

 กูรูหุ้นมูลค่าบอกว่า หลักใหญ่ใจความของ Investment for Life ชัดเจนว่า การลงทุน คือ การทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงชีวิตในอนาคต หุ้นที่เลือกไว้ในพอร์ต จะต้องอยู่กับเรานานๆ จึงต้องเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทุกบริษัท

 ในทางกลับกัน หากเห็นแววว่าหุ้นที่ถืออยู่มีปัญหา ไม่สามารถทำกำไรได้ ก็ต้องตัดใจ "กำจัด" ออกจากพอร์ตโดยไว เพื่อไม่ให้เงินลงทุนจมอยู่กับธุรกิจที่ไร้อนาคต 

 นอกจากจะต้องร่อนตะแกรงเลือกหุ้นที่ดีจริงๆ ดร.นิเวศน์ ยังบอกด้วยว่า การลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีวันข้างหน้า) จำเป็นต้องมีหุ้นหลายๆ ตัวในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง หากหุ้นบางตัวเกิดขาดทุน 

 "ถ้าไปเจอะกิจการที่ดีมากๆ ทุกปีจ่ายปันผล 3-4% จะดีกว่าการฝากเงินธนาคารได้ 1-2% ต่อปี เพราะถือว่าเงินไม่ได้เติบโต เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล 3-4% ต่อปี ยิ่งนานเข้าก็จะได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกิจการเติบโตเร็ว ราคาหุ้นก็จะขึ้นไปทุกปี ฉะนั้นก่อนที่จะซื้อหุ้นต้องดูผลประกอบการย้อนหลังไป 3-4 ปี เมื่อข้อมูลบอกชัดว่าหุ้นโต ก็แสดงว่าบริษัทมีศักยภาพ"

 แล้วจะเลือกหุ้นอย่างไร และมีหุ้นกี่ตัวถึงจะพอ

 ดร.นิเวศน์ แนะนำว่า พอร์ตควรจะมีหุ้นประมาณ 5 บริษัท ต้องผ่านการเลือกเฟ้นอย่างดี จากนั้นก็ติดตามว่าบริษัทยังมีกำไรเติบโต และจ่ายปันผลที่ดีต่อเนื่อง โดยสถิติแล้ว หุ้นที่ดีจะจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.50 บาท เช่น จากปีละ 4 บาท หรือเฉลี่ย 4% ต่อปี ก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ มีหุ้นบางตัวเคยจ่ายถึง 100 บาทต่อปี แต่อาจมองไม่เห็นเพราะบริษัทลดราคาพาร์ลงมา

 ด้วยวิธีลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาผ่านไป เมื่อเราอายุ 50-60 ปี เงินปันผลก็จะเลี้ยงชีวิตเราได้

 ดร.นิเวศน์ ยกตัวอย่างพอร์ตของตัวเองไว้ว่า เขาลงทุนในหุ้นที่ดีจากเงิน 10 ล้านบาท เวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล (ปี 2549) ปีเดียว 10 ล้านบาท เพราะเขาเข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นๆ ตั้งแต่ราคายังถูก และเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นแย่มาก จึงเป็นโอกาสลงทุนก่อนคนอื่น 

 "การลงทุนต้องใจเย็น อย่ากังวล เหมือนเวลาเราเลี้ยงลูก ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามั่นใจว่าเราเลือกหุ้นตัวดีๆ เฝ้าดูแลว่าผู้บริหารบริษัทขยันทำงาน จ่ายปันผลตรงเวลา เมื่อเวลาผ่านไป เงินปันผลก็จะทบขึ้นไปเรื่อยๆ

 พอถึงวันหนึ่งจะมีเงินเลี้ยงเราในตอนแก่ โดยเราไม่ต้องทำงานก็ได้ เหมือนกับเรามีลูกเลี้ยงดู"

 นี่คือหลักคิดของ Investment for Life ลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันข้างหน้า) ในสไตล์ ดร.นิเวศน์ เซียนหุ้นมูลค่าของเมืองไทย

 ทางด้าน ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี รายนี้ไม่ใช่เซียนหุ้น แต่เป็นที่ปรึกษาภาษีตัวยง

 โดยความเป็นจริง พอร์ตลงทุนของ ดร.สุวรรณ ไม่ได้มากมาย แต่เขามีเคล็ดลับจากเพื่อนเศรษฐีใกล้ๆ ตัวมาเล่าให้ฟัง

 เพื่อนคนนี้เป็นชาวต่างชาติ ที่มีลีลาลงทุนแตกต่างจาก ดร.นิเวศน์ อย่างสิ้นเชิง โดยใช้วิธีซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยเหตุผลว่าเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.20% และนำเงินไปฝากโบรกเกอร์เพื่อหักบัญชีซื้อขายหุ้น ซึ่งจะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น  

 ส่วนการเลือกหุ้น เขาจะดูหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากๆ และซื้อขายหุ้นจำนวนมากครั้งละ 4-5 แสนหุ้น   

 "เขาได้ศึกษาหุ้นมาแล้ว เช่น มีหุ้นบางตัวราคา 10.60 บาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาราคาไม่เคยต่ำไปกว่านี้  แต่เวลาขาขึ้นจะขึ้นขั้นละ 10 สตางค์ เมื่อเขาซื้อ 10.60 บาท พอขึ้นไป 10.80 บาท จะขายออก เขาบอกว่าได้กำไร 2-3% ภายใน 3 วัน ดีกว่าฝากแบงก์ได้ 2-3% ต่อปี 

 ลงทุนเดือนละครั้งก็คุ้มค่าและอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะเขาลงทุนทีละจำนวนมากๆ"

 คาถาลงทุนของสุวรรณ พอสรุปได้ว่า..

 หนึ่ง.. นักลงทุนรายย่อยถือยาวแบบรายใหญ่อาจลำบาก อาจใช้วิธี "เล่นช่วงสั้น" ได้บ้าง แต่จะต้องดูหุ้นบางตัวที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ เพราะถ้าผิดพลาด ราคาลงไปต่ำ ถือไปสักพัก ราคาก็จะขึ้นมาเอง ที่สำคัญหุ้นนั้นจะต้องมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงๆ เพื่อจะเข้าออกได้ง่าย

   "อย่าคิดว่าได้กำไร 2-3% ต่อเดือนมันน้อย เพราะความจริงจะได้ปีละ 36% ซึ่งเดือนละ 2-3% ได้แน่นอน ผมก็ลองเล่นตามวิธีของฝรั่งคนนี้ ก็ได้ผลกำไรค่อนข้างดี แต่ผมซื้อทีละ 5 แสนหุ้น หรือคราวละล้านหุ้น ได้กำไร 2-3% คิดเป็นเงินก็แสนกว่าบาทแล้ว"  

  สอง..พอซื้อขายได้กำไร ส่วนหนึ่งของกำไรก็ให้รางวัลแก่ชีวิตตัวเอง กินเที่ยวอย่างมีความสุข  กำไรอีกส่วนเก็บไว้ในกองทุนหุ้นหรือตราสารหนี้ เมื่อกำไรเติบโตมากพอควร ก็ให้เอาไปซื้อ "ทองคำ" เก็บเอาไว้ เพราะในชีวิตคนเรา แม้จะบอกว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีทางเจ๊งเพราะเป็นหุ้นรัฐบาล แต่พอราคามันลงไปลึกๆ อาจจะฟื้นตัวได้ยาก

   "ผมเชื่อว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 เหรียญ /บาร์เรล  ตอนนี้อยู่ที่ 83 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำขึ้นมา 743 เหรียญ/ออนซ์  ราคาทองตอนนี้ขึ้นมาบาทละ 11,960 บาท  ถ้าราคาน้ำมันวิ่งขึ้น 100 เหรียญ/บาร์เรล โอกาสที่ทองคำจะขึ้นไปได้อีก"

 สุดท้าย สาม.. นอกจากได้กำไรจากหุ้น แล้วย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น ทองคำ แล้ว ก็อาจนำกำไรไปซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าก็ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังต่ำอยู่ เช่น คอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า ซึ่งในระยะยาวจะมีศักยภาพที่ดีมาก 

 ด้าน.. "พีรนาถ โชควัฒนา" นักลงทุน ผู้ได้รับรางวัล "ผู้ถือหุ้นคุณภาพ" ให้หลักลงทุนหุ้นสำหรับรายย่อยว่า อย่างแรก..ต้องลงทุนกับตัวเองก่อน

 เขาบอกว่า การเริ่มต้นลงทุนที่ดี จะต้องลงทุนกับตัวเองก่อนว่า หากดูงบการเงินไม่ออก สิ่งแรกก็ต้องหาความรู้ เช่น ไปเรียนเพิ่มเติม ซื้อหนังสือดีๆ อ่าน เราต้องสละเวลา เสียเงินเล็กน้อยดีกว่าต้องไปขาดทุนในตลาดหุ้น 

 "อย่างแรกจึงต้องมีจุดมุ่งหมายว่าลงทุนเพื่ออะไร เช่น ลงทุนเป็นรายได้เสริม เพื่อวันหนึ่งอาจเป็นรายได้หลัก เราต้องมีจุดมุ่งหมายก่อน"

 สอง.. ต้องเชื่อว่าตัวเราทำได้ เพราะไม่มีอะไรยากเกินไปที่จะทำไม่ได้ แต่เราจะต้องเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาด

 สาม..คิดการลงทุนให้เหมือนการค้า การทำธุรกิจ เพราะกำไรที่สูงมากๆ อาจเป็นเพราะบางปีธุรกิจมีกำไรดี จึงไม่ควรตั้งเป้าหมายสูงเกินไป

 "กำไรจากการลงทุนในหุ้น 15% ต่อปี  มีเงินลงทุน 1 ล้าน ผ่านไป 15 ปี ก็ได้ 10 ล้านแล้ว" สุวรรณกล่าว

 สี่.. ควรศึกษาและวิเคราะห์บริษัทเอง ไม่ควรซื้อหุ้นตามคนอื่นบอก เพราะเราจะไม่รู้ว่าต้นทุนคนอื่นเท่าไร หากเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าผิดพลาดก็จะเรียนรู้ว่าตัวเองพลาดเพราะอะไร

 "ตอนเริ่มอาจลงทุนในหุ้นด้วยจำนวนเงินตัวละน้อยๆ เช่น อาจลงทุน 1 หมื่นบาท ผมก็ซื้อทีละน้อยเช่นกัน เพราะบางครั้งราคาหุ้นกับพื้นฐานหุ้นอาจไม่เหมือนกัน" 

 เหล่านี้คือคาถาลงทุนในหุ้นบางส่วนบางตอนที่ผู้เชี่ยวชาญลงทุน ฝากให้ไว้กับนักลงทุนรายย่อยหน้าใหม่ ที่กำลังคิดจะลงสนามเล่นหุ้น..

 

 +++++

ล้อมกรอบ หน้า B5 ใช้รูปมนตรี ศรไพศาล

เฟ้นหาหุ้นดี แบบ..มนตรี ศรไพศาล

 

 ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการโบรกเกอร์และตลาดหุ้นมานาน.. "มนตรี ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง ได้ให้หลักในการลงทุนในหุ้น  5 ประการสำหรับผู้กำลังจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นว่า...    

 หนึ่ง..ต้องหาหุ้นที่ดีให้ได้ มนตรีบอกว่า เมื่อคิดจะเล่นหุ้นต้องรู้จักตัวหุ้น และเข้าใจในตัวหุ้นนั้นให้ดี โดยควรจะเลือกหุ้นที่เป็นผู้นำของธุรกิจนั้น และต้องมีการเติบโตที่ดี แล้วถือลงทุนต่อไป 

 สอง.."ซื้อถูก ขายแพง" จะไม่มีทางขาดทุน 

 มนตรีกล่าวว่า นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาเปรียบเทียบหุ้นอย่าวัดกันที่ราคา แต่ต้องดูที่ค่าพี/อี เรโช ของหุ้น เพื่อพิจารณาว่าอะไรถูก อะไรแพง

 ฉะนั้น ในการลงทุนจะต้องดูจังหวะเข้าลงทุน อย่างช่วงที่คนกลัวตลาด จะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นถูก เช่นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นมาจาก 300 ไป 500 จุด นักลงทุนรายย่อยจะรอหุ้นขึ้นจนมั่นใจ แล้วค่อยเข้าซื้อ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าต้องถือหุ้นเน่าจนเศร้าใจ แล้วค่อยขาย นักลงทุนจึงต้องเข้าใจจังหวะในการเข้าเลือกซื้อหุ้นด้วย

 "นักลงทุนมืออาชีพจะดูภาพรวมตลาดก่อน แล้วค่อยมาเลือกจังหวะซื้อหุ้น กลยุทธ์ในช่วงตลาดขาขึ้น นักลงทุนควรจะ "ซื้อ แล้วถือ" อย่างช่วงที่การเมืองเริ่มมั่นคง เพราะกำลังนำไปสู่เลือกตั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน หุ้นจึงเริ่มดี จึงต้องใช้กลยุทธ์..ซื้อแล้วถือไว้

 แต่หากช่วงที่ตลาดเป็น "ไซด์เวย์" หรือหุ้นขึ้นแบบซิกแซ็ก ช่วงที่มีข่าวร้าย ราคาหุ้นลงไม่ลึก กลยุทธ์ต้องเป็นแบบ “ข่าวดีให้ขาย ข่าวร้ายให้ซื้อ” เช่น 19 ธันวาคม 2549 วันนั้นต้องขาย แต่บางคนจนมุม เพราะถือหุ้นจำนวนมาก หรือกู้เงินมา ทำให้ลำบากสุด ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นจังหวะควรซื้อ"

 หรือกรณีที่ทิศทางลงทุนในภาวะ "Inflationary" คือ การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตมาก แต่มีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นบ้าง จากการที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าจีนมาก จากการที่ประเทศจีนมีพันธบัตรสหรัฐมากสุดถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญ จึงต้องการให้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งขึ้นบ้าง แต่จีนคงไม่ยอม เพราะจีนต้องการให้เงินหยวนอ่อนค่าต่อ 

 ฉะนั้นอเมริกาจึงต้องพยุงดอลลาร์ไม่ให้อ่อนไปมาก โดยปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นบ้าง ผลที่ตามมาคือ ราคาทอง  ราคาน้ำมันสูงขึ้น  จึงมีผลดีต่อหุ้นในระยะสั้น

  มนตรีบอกว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ จึงต้องใช้วิธี ..ข่าวดีให้ขาย ข่าวร้ายให้ซื้อ

 สาม.. ถือหุ้นให้นานพอ ในบางครั้งนักลงทุนหุ้นจะนำเงินที่จำเป็นมาใช้ในการลงทุนหุ้น  เมื่อเกิดสถานการณ์คับขัน ก็ต้องขายหุ้นในภาวะที่ตลาดหุ้นแย่ นักลงทุนจึงควรมีเงินที่เย็นพอเพื่อถือหุ้นได้ยาวนานและสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ 

    สี่..ติดตามข่าวสารต่างๆ 

  ห้า..ติดอาวุธให้ครบ มนตรีเปรียบการลงทุนในหุ้นเหมือนกับการขับรถยนต์ ช่วงที่อ่านหนังสือสอนขับรถอย่างเดียว จะยังขับรถไม่เป็น แต่พอได้ขับไปได้ 2 ปี ก็จะพอขับเป็น เมื่อขับไปได้ 5 ปี จึงจะเริ่มขับรถเก่ง แต่ถ้าจะเป็นมืออาชีพต้องขับรถ 10 ปี 

 "การเล่นหุ้นก็เช่นกัน..อ่านตำราเล่นหุ้นจะเล่นหุ้นไม่เป็น  แต่พอเล่นไปได้ 2 ปีถึงจะเป็น  5 ปีจะเก่งได้ ผ่านไป 10 ปี ถึงจะขับรถแข่งมืออาชีพได้ 

 แต่คนที่จะขับรถแข่งในสนามได้ จะต้องมีอาวุธครบมือ โดยจะต้องรู้จักลงทุนในตราสารอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด เช่น ตลาดฟิวเจอร์ ออปชั่น แต่ก่อนซื้อก่อน ขายทีหลัง แต่พอมีตลาดฟิวเจอร์ ทำให้สามารถขายก่อน ซื้อทีหลังได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยลงทุนได้พอควร

   รวมถึงการมีกองทุน "อีทีเอฟ" เป็นการกระจายความเสี่ยงลงทุนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนควรศึกษา" มนตรีทิ้งท้าย

 
 
อย่าทำลายรักของคุณ ... ด้วยคำว่า เบื่อ !
Tags

 

หลังจากหมดช่วงข้าวใหม่ปลามัน คู่แต่งงานส่วนใหญ่ มักจะให้ความสนใจ ในเรื่องการสร้างครอบครัวเป็นหลัก ยิ่งถ้าอยู่ในฐานะคุณแม่บ้านด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งแล้วใหญ่ค่ะ เพราะต้องรับบทหนักทั้งงานราษฎร์งานหลวง สุดท้ายก็ไม่เหลือ เวลาส่วนตัวให้ตัวเองได้หายใจหายคอ หรือเอาอกเอาใจคนรักอย่างที่เคยทำ

ของแบบเนี้ยนะ ยิ่งนานก็ยิ่งชิน ยิ่งชินก็ทำให้เบื่อ และนี่แหละคือ ที่มาของโรคเบื่อ ที่จะทำให้คุณ กลายเป็นแม่น้ำพริกถ้วยเก่า ของคุณสามีที่ยังรัก และชอบความตื่นเต้นในชีวิตอยู่ไปเสียทีเดียว

ทำยังไงไม่ให้ "เบื่อ"

 1. ความเชื่อใจกัน

ความเชื่อใจนี้ ถือเป็นการให้เกียรติ และการยอมรับในความต้องการ ที่แตกต่างของกันและกัน หมายถึงทั้งคู่ต้องไม่โกหก หลอกลวง และจะไม่พูด หรือทำ สิ่งใดที่ทำให้อีกคนต้องเสียใจ หรือเป็นการ ทำลายชีวิตคู่

 2. การรักษาสัญญา

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตแต่งงาน เมื่อคุณได้ให้สัญญาต่อกัน สัญญานั้น เปรียบเสมือนเกราะป้องกัน ไม่มีสิ่งใดมาทำลายความรักของคุณได้ "จะรักคุณ.ไม่ว่ายามเจ็บหรือยามสบาย จะรักคุณจนกว่าชีวิต จะหาไม่" คำสัญญานี้ จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากกันไปเท่านั้น การรักษาคำมั่นสัญญา นอกจากจะช่วยให้คุณทั้งสอง สามารถผจญกับ อุปสรรคต่างๆ จนไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้แล้ว มันยังช่วยให้คุณดิ่งลงสู่ก้นเหวแห่งความทุกข์..เพราะคุณ ผิดคำสัญญานั้น

 3. มีทักษะความชำนาญ

ชีวิตแต่งงาน เป็นการที่คนทั้งสอง ตกลงว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ซึ่งต้องอาศัยการทำความเข้าใจกันมากเป็นพิเศษ คุณต้องสามารถ แสดงออกว่า ต้องการอะไร รู้จักรับฟังเหตุผล ของอีกฝ่าย สามารถตัดสินใจ ในเรื่องต่างๆ ได้ดี สามารถไกล่เกลี่ยต่อรองได้ แก้ปัญหาข้อขัดแย้งได้ ให้ความสนใจที่จะ พูดคุยกัน และแน่นอน คุณจำเป็นต้องรู้ว่าจะทำมาหากินอะไร และรู้วิธีทำอาหาร วิธีดูแลบ้านช่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และสำคัญที่สุด วิธีการเป็นพ่อเป็นแม่คนที่ดี เขาทำกันอย่างไร

 4. การเอาใจใส่ดูแล

วิธีทะนุถนอมให้ชีวิตคู่ยืนยาวนั้น คุณต้องรู้จักวิธี เอาอกเอาใจกันบ้าง บางคู่แค่มองตา ก็รู้ว่าต้องการอะไร และจะทำแต่สิ่งที่เขาชอบ และจะไม่ ทำอะไรที่เขาไม่ชอบให้ขุ่นเคืองใจ ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน ที่ได้คุณเป็นคู่ชีวิต

 5. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา

"จงทำกับคนอื่นเหมือนกับ ที่อยากให้คนอื่นทำกับคุณ" หมายความว่า การจะทำสิ่งใดก็ตาม ให้คุณคิดก่อนว่า เมื่อทำแล้วจะทำให้เกิด ผลดี หรือผลเสีย กับใครหรือเปล่า ถ้าไม่ดีก็อย่าทำ เพราะคุณคงไม่อยากให้ใครมาทำแบบนั้นกับคุณเหมือนกัน

วิธีนี้ี้ นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณทำอะไร ที่จะทำร้ายจิตใจคนที่คุณรักแล้ว ยังเป็นเหมือนตาข่ายที่จะช่วยกลั่นกรองให้คุณทำหน้าที่สามีหรือภรรยาที่ดี ได้สำเร็จอีกด้วย

 6. ความเพียร

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณเป็นคนที่ เชื่อใจได้ รักษาสัญญา มีความรู้ มีทักษะ และรู้วิธีดูแล เอาใจใส่ แต่ไม่ได้ใช้มัน การที่ชีวิตคู่จะอยู่ดีมีสุขได้ คุณต้องใช้ความพยายามในทุกๆด้าน ตลอดทั้งชีวิตของคุณทีเดียว

 7. การคาดหวัง

เหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คู่สามีภรรยารู้สึกว่าชีวิตแต่งงานของตัวเองล้มเหลว เมื่อพบว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งความหวังกับตัวเองไว้สูงมาก เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะวาดวิมานในอากาศ ถึงความสุขีสุโข กับชีวิตคู่ โดยคาดหวังว่า คู่ของตัวจะต้องเลิศเลอเพอร์เฟค เป็นเพื่อนคู่คิดที่ดี เป็นตู้ ATM ให้กดได้ตลอดเวลา และที่สำคัญ มีความช่ำชองที่สุด กับเรื่องบนเตียง

เฮ้ย.. ดูท่าความฝันคงไม่มีทางเป็นจริงได้! เพราะเรื่องจริงกับ ความฝัน มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน แน่นอนที่คุณจะต้องพบกับความผิดหวังครั้งใหญ่ ต้องเผชิญกับความล้มเหลว ความเสียใจ แต่เชื่อเถอะ ในที่สุด คุณจะค่อยๆยอมรับความจริงได้เอง

  วิธีบำรุงชีวิตคู่ให้สุขสันต์

เลือกเวลาเหมาะๆเพื่อใช้เป็นเวลาอันมีค่า สำหรับพูดคุยกับคนรัก เกี่ยวกับ ชีวิตคู่ของคุณทั้งสอง หมั่นแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก และความต้องการของคุณ แต่เฉพาะในแง่ดีและสร้างสรรค์เท่านั้น เพราะยังไม่ถึงเวลา ที่จะมาต่อว่าหรือโต้เถียงกัน กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึก ที่เป็นตัวตนจริงๆ ออกมา ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์แบบไหน : สนุกสนานเริงร่า เจ็บช้ำน้ำใจ เพ้อฝัน หรือแม้แต่ เวลายินดี มีความสุข) โดยไม่ต้องคำนึงถึง เหตุผล ดีเลว และถูกผิด ใดๆทั้งสิ้น

คิดจะพูด ก็ให้พูดเพื่อตัวคุณเอง โดยใช้คำเหล่านี้ "ฉันรู้สึกว่า" "ฉันอยากจะ.." "ฉันคิดว่า.." "ฉันชอบ.." แต่อย่าพูด แบบกลัวๆ กล้าๆ "คุณว่า…" หรือ "เขาพูดกันว่า…" มันทำให้คุณดูไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

ค่อยพูดค่อยจากัน ด้วยภาษาดอกไม้ ให้ฟังแล้วรื่นหู "ฉันชอบจังค่ะ เวลาที่คุณช่วยฉันล้างจาน" พูดอย่างไรก็ได้ ให้คนฟังรู้สึกดีๆ และไม่เป็น การจุดชนวน สงครามน้ำลาย ขึ้นกลางวง

ควรให้มีการ "ขอเวลานอก" ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รู้สึกอึดอัด หรือยังไม่พร้อมที่จะสนทนาในเรื่องนั้นๆต่อ ก็สามารถ "ขอเวลา นอก" ซึ่งอาจจะพักสักครู่หนึ่ง หรือไม่ก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาซ่ะ โดยไม่ต้องถามเหตุผลใดๆ ทั้งนั้น เพราะเราจะรู้สึกสนุก กับการ เล่า ก็ต่อเมื่อเราสามารถเลือกเรื่อง เลือกเวลา ที่เราอยากเล่าได้

หัดฟังคนอื่นเขาบ้าง และต้องฟังอย่างตั้งใจด้วย ว่าที่เขาพูด หมายความว่าอย่างไร แล้วลองเช็คกลับไป ด้วยการพูดทวนว่า ที่คุณเข้าใจนั้น ถูกต้องตามที่เขาพูดไหม จำไว้ว่า "เมื่อไรที่ไม่แน่ใจ ไม่เคลียร์ ให้ถามได้เลย! "

เส้นทางมือหนึ่งช่างกีตาร์แฮนด์เมด ธุรกิจด้วยใจ ปั้นฝันเป็นจริง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มกราคม 2550 10:08 น.
       หากทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก นอกจากจะมีความสุขแล้ว งานที่ออกมามักจะได้ผลดีตามไปด้วย เฉกเช่นการเลือกมายึดอาชีพช่างทำกีตาร์แฮนด์เมดของ “วิรุฬห์ ทรงบรรดิษฐ์” ซึ่งตัดสินใจเดินตามความฝันอย่างแน่วแน่ จนพิสูจน์ตัวเองเป็นที่ยอมรับของคนในวงการ
       

       ชื่อของวิรุฬห์ สำหรับคนทั่วไป คงไม่คุ้นหู แต่ ในวงการดนตรี รู้จักกันดีในฐานะช่างทำกีตาร์โปร่งแฮนด์เมดอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยแรงบันดาลใจนั้น เจ้าตัว เล่าว่า รักการเล่นกีตาร์มาตั้งแต่จำความได้ และเนื่องจากเป็นคริสเตียน ทุกวันอาทิตย์จะเล่นดนตรีในโบสถ์ กีตาร์จึงเหมือนเป็นอวัยวะอีกชิ้นของร่างกาย

       กระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว อยากมีกีตาร์ขนาดเล็ก ให้ลูกชายวัย 5 ขวบ ได้หัดเล่น แต่ในเมืองไทยไม่มีขาย เลยลองลุยทำเอง ปรากฏไม่สามารถเล่นได้ เสียงเพี้ยน และผิดสัดส่วน กลายเป็นแรงผลักดันว่า ต้องทำกีตาร์ด้วยตัวเองให้ได้ ซึ่งในเวลานั้น ไม่มีใครสอน หนังสือวิธีทำก็ไม่มีขาย เลยต้องศึกษาด้วยตัวเอง หาข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างประเทศ และสั่งซื้อตำราจากต่างประเทศ ลองผิดลองถูก กว่าจะสำเร็จตัวแรกใช้เวลากว่า 4 เดือนทีเดียว
       
       ** จากงานอดิเรกสู่อาชีพหลัก **
       

       “ตอนนั้น ผมทำงานประจำอยู่ด้วย พอเลิกงาน ก็จะดิ่งมาทำกีตาร์ก่อน พอจะนอนก็คิดว่าพรุ่งนี้ เราจะทำอะไรกับกีตาร์ต่อดี ฝึกจนชำนาญ เป็นงานอดิเรก พอทำเสร็จ ก็เอาไปแจกญาติพี่น้อง กับแจกเพื่อนๆ เขาเลยไปบอกต่อกัน ปากต่อปาก เริ่มมีลูกค้ามาสั่งทำเรื่อยๆ ผมเลยตัดสินใจมายึดอาชีพนี้เต็มตัว เพราะเป็นสิ่งที่เรารัก อยู่กับมันได้ทั้งวัน ไม่มีเบื่อ”
       
       วิรุฬห์ เล่าว่า เริ่มแรกแทบจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย ใช้แค่อุปกรณ์ช่างไม้ประจำบ้านทั่วไป ทุกขั้นตอนทำด้วยมือตัวคนเดียว ซึ่งปัญหาในช่วงแรก เกิดจากชื่อเสียงยังไม่เป็นที่ยอมรับ มีเสียงสะท้อนกลับเชิงไม่เชื่อใจฝีมือคนไทยด้วยกันเอง จนทำให้ท้อ แต่ก็พยายามต่อสู้ และให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์
       
       นอกจากนั้น พยายามพัฒนาฝีมือเสมอ โดยมีโอกาสได้เป็นศิษย์จากช่างทำกีตาร์ชั้นนำหลายท่าน อย่างเช่น อ.จงรักษ์ ยิ่งสกล อ.โยอิชิ อิมัย ชาวญี่ปุ่น และอ.คาล ไฮ รอมมิส (Karl H. Roemmich) ชาวเยอรมัน และไปเรียนทำกีตาร์กับช่างระดับโลกอย่าง อ.โจเซ่ โรมานิลลอซ (jose’ L.Romanillos) ชาวเยอรมัน เรียนรู้เทคนิคการทำกีตาร์คลาสสิกชั้นสูง

       ** ชูคุณภาพเพื่อเซียนกีตาร์**
       

       เขา เผยว่า ส่วนตัวชำนาญทำกีตาร์โปร่งคลาสสิกที่สุด แต่กีตาร์โปร่งโฟล์ค สามารถทำได้เช่นกัน โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีอย่างสูง เช่น นักสะสมกีตาร์ นักศึกษาด้านดนตรี และนักดนตรีอาชีพ ซึ่งบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการเพลงไทยหลายราย ก็เลือกใช้กีตาร์ของเขา ตัวอย่างเช่น โปรดิวเซอร์ของปาล์มมี่ นักร้องดังจากค่ายแกรมมี่ เป็นต้น

       จุดเด่นของกีตาร์แฮนด์เมด คือ ความประณีต และคุณภาพเสียงเหนือกว่ากีตาร์โรงงานมาก โดยวัสดุไม้ ทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ ในแหล่งผลิตไม้สำหรับทำกีตาร์แฮนด์เมดโดยเฉพาะ โดยไม้หน้าเป็นไม้สปูซ ยูโรเปี้ยน สั่งจากประเทศในแถบยุโรป เช่น ออสเตรีย , สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนไม้คอเป็นไม้มะฮอกกานีจากประเทศแถบเอเชีย และไม้หลังกับไม้ข้าง ใช้ไม้อินเดียนโรสวูด จากประเทศอินเดีย ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนสั่งเข้ามาเก็บเป็นสต็อกไว้ก่อน ยิ่งนานยิ่งดี เพื่อให้เนื้อไม้แห้งสนิท
       
       สำหรับราคากีตาร์แฮนด์เมดที่รับทำอยู่ ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ถึงสูงสุดที่เคยทำเกือบแสนบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุไม้ที่เลือก โดยราคาดังกล่าว เฉพาะค่าวัสดุต่างๆ สูงกว่า 50% แล้ว และเมื่อเทียบกับกีตาร์แฮนด์เมดต่างประเทศ ราคาของเราถูกกว่าเป็นเท่าตัว ในขณะที่คุณภาพไม่ได้แตกต่างกัน

       ด้านขั้นตอนเริ่มจากทำคอกีตาร์ จากนั้นทำไม้หน้า ซึ่งถือเป็นหัวใจ การทำต้องปรับจูนเสียงตลอดเวลา ไม้หน้าของกีตาร์แฮนด์เมดทั้งแผ่นจึงมีความหนา - บางไม่เท่ากัน ต่างจากกีตาร์โรงงานผลิตด้วยเครื่องจักร ไม้จะเรียบเท่ากันทั้งแผ่น เสียงจะไม่มีมิติ ส่งผลให้คุณภาพเสียงเทียบกีตาร์แฮนด์เมดไม่ได้ และหลังจากได้ไม้หน้าแล้ว ทำไม้ข้างกับไม้หลัง และประกอบอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และหากจะตกแต่งลวดลายอย่างไร ขึ้นอยู่กับไอเดียช่างหรือความต้องการพิเศษของลูกค้า โดยเฉลี่ย 1 ตัวใช้เวลา 1 เดือน
       
       **เปิดคอร์สปั้นทายาทประดับวงการ **
       

       นอกจากนั้น เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว เปิดสอนการทำกีตาร์แฮนด์เมดด้วย เนื่องจากมีหลายคนสนใจมาศึกษา บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด บางคนหิ้วกีตาร์ที่ทำเองมาขอคำปรึกษา แม้กระทั่ง เคยมีนักโทษในเรือนจำ เขียนจดหมายให้ช่วยสอน หวังเป็นอาชีพหลังพ้นโทษ ทำให้เขาย้อนคิดถึงตัวเองในช่วงเริ่มต้นมีความฝันอยากเป็นช่างทำกีตาร์ แต่ไม่มีโอกาส เลยเปิดการเรียนดังกล่าวขึ้น คิดค่าสอนอยู่ที่ 45,000 บาท ไม่จำกัดเวลาเรียน มีวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ทำกีตาร์ให้ลูกค้า โดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเล่นกีตาร์เก่งระดับเซียน ขอแค่มีพื้นฐาน และมุ่งมั่นจริง การสอนเริ่มตั้งแต่พื้นฐานถึงขั้นสุดท้าย หลังจากจบได้กีตาร์ของตัวเองกลับไป 1 ตัว พร้อมความรู้ที่สามารถพัฒนาไปประกอบอาชีพได้ ถึงปัจจุบันมีลูกศิษย์ผ่านการเรียนไปแล้วกว่า 30 คน ไม่เคยมีรายใดเรียนแล้วเลิกกลางคัน เพราะทุกคนที่มาเรียน รักดนตรีอย่างแท้จริง และเลือกแล้วจะยึดอาชีพนี้

       “หลายคน ถามว่า คุณไปสอนเขาแล้ว ไม่กลัวจะมาแย่งอาชีพคุณหรือ ผมบอกว่า ผมกลับยินดีด้วยซ้ำ เพราะช่างทำกีตาร์ไทยมีน้อยมาก แต่ความต้องการยังอีกมาก ผมทำคนเดียวไม่ทันหรอก ถ้าเราสร้างคนมีฝีมือขึ้นมาจะได้ช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้กับช่างกีตาร์ไทยด้วย ในต่างประเทศ ช่างทำกีตาร์ รายได้มหาศาล และความรู้เขาสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งในเมืองไทย ผมมั่นใจว่า ตลาดอีกกว้างไกล สามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้อย่างยั่งยืน ตัวผมเองไม่เคยทำตลาดเลย แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มีงานไม่เคยขาด เฉลี่ยแล้วเดือนละ 1 ตัว แม้ไม่มาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ยังมีความต้องการอีกมาก หากคนที่มาเรียน แล้วมีความสามารถด้านการตลาดด้วย น่าจะก้าวหน้าไปไกลกว่าตัวผมมาก และในอนาคตผมอยากจะเปิดเป็นโรงเรียน เพราะผมมีความสุขที่จะได้แนะนำคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันเหมือนกับผม”
       

       ***ฝันสร้างชื่อการันตีฝีมือคนไทย ***
       
       เขา เผยว่า สิ่งสำคัญในการทำกีตาร์ให้ได้คุณภาพดี ต้องใช้ฝีมือบวกประสบการณ์ แม้ในประเทศ เขาจะได้รับการยอมรับเป็นช่างมือหนึ่ง แต่ยอมรับว่า ฝีมือยังเทียบไม่ได้กับช่างทำกีตาร์ชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์หลายสิบปี อย่างไรก็ตาม พยายามพัฒนาฝีมือ และในช่วงกลางปีนี้ จะไปแข่งประกวดทำกีตาร์ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อแสดงฝีมือช่างไทย และเปิดตลาดให้วงการดนตรีทั้งในและต่างประเทศ ยอมรับฝีมือการทำกีตาร์ของคนไทย
       
       นอกจากนั้น เขากับเพื่อนๆ ประมาณ 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นลูกศิษย์ กำลังรวมตัวกันตั้งชมรมช่างทำกีตาร์แฮนด์เมดไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกีตาร์ให้แก่เด็กรุ่นใหม่สนใจดนตรี ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น บรรยายให้ความรู้ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย จัดการประกวดกีตาร์ เป็นต้น รวมถึง การรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างสังคมของบุคลากรในวงการเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือกันและกัน และเพิ่มศักยภาพในการต่อรองซื้อหาวัสดุต่างๆ

       * * * * * * * * * * * * * * *
       

       โทร.02-752-1469 กด 1 , 081-274-5103 และ 081-325-5596
ref:http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9500000010191
1月23日

สู่กลางใจเธอ(A Tu CorazOn)

ชื่อเพลง/Title : สู่กลางใจเธอ(A Tu CorazOn)
อัลบัม/Album : ดอกไม้และก้อนหิน
ศิลปิน/Artist : ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว
 
--------------------------------------------------------------------------------
เนื้อร้อง
 
ถึงแม้ว่ามันจะไกลสุดไกล แสนไกล
และฉันก็คงจะไป ได้เพียงแค่ครึ่งทาง
ในวันที่ฉันได้จับมือของเธอ คราวนั้น
ฉันเหมือนได้เห็นทางเดินสู่หัวใจ
แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม
จากมือ เธอนั้น ไป สู่ใจ
 
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
เพราะมันดูแสนจะยาวไกล
ไกลสักเพียงไหน
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป
จะไปสู่กลางใจเธอ...
 
No Me Importa
Si Todos Te Miran
No Me Importa
Lo Que Digan De Ti
No Me Importa
Como Pasa El Tiempo
Sabiendo Yo
Que Tu Me Quieres
 
แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม
จากมือ เธอนั้น ไป สู่ใจ
 
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
เพราะมันดูแสนจะยาวไกล
No Lo Se
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป
A Tu CorazOn
 
แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม
จากมือ เธอนั้น ไป สู่ใจ
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
เพราะมันดูแสนจะยาวไกล
ไกลสุดเพียงไหน
ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร
ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป
จะไปสู่กลางใจของเธอ
A Tu CorazOn...
------------------------------------------------
 
ทำไมถึงชอบเพลงนี้
เพราะความหมายดีนะ ค่อนข้างตรงกะชีวิตจริงด้วย
แล้วมีคนบอกว่าภาษาสเปนเป็นภาษาที่โรแมนติคที่สุดในโลก
สรุปเพลงนี้เป็นเพลงที่โรแมนติคมากทั้งความหมายและภาษา
 
ref: http://www.kapook.com/musicstation/newmusicstation/play.php?id=2707
 
12月7日

"เผยอิง" โรงเรียนแห่งประวัติศาสตร์

เสียงเพลง "มาม่า ห่าว" ที่มีเนื้อหาคล้ายกันกับเพลงค่าน้ำนม ดังมาจากเด็กเล็กๆ ชายหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนในชั้นประถมปีที่ 1 ของโรงเรียน "เผยอิง" อย่างน่าฟัง เป็นการสอนให้ลูกรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ ผ่านทางบทเพลงที่ไพเราะสนุกสนาน เป็นหนึ่งใน "คุณธรรมการปฏิบัติตน 8 ประการ" ที่สืบทอดกันมาช้านานของชาวจีน ไม่ว่าจะไปอยู่ในแห่งหนตำบลใดในโลก

ตึกเก่า 3 ชั้น อันสวยงาม ในรูปแบบของงานสถาปัตย์ "โคโลเนียล" หลัง ศาลเจ้าเก่าแก่ "ปูนเจ้ากง" บนถนนทรงวาดแห่งนั้นคือ อาคารเรียนของโรงเรียน เผยอิง แหล่งผลิตเจ้าสัว และนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายคนของเมืองไทย เช่น อุเทน เตชะไพบูลย์, เจริญ สิริวัฒนภักดี, เทียม โชควัฒนา, สมาน โอภาสวงศ์, อนันต์ อัศวโภคิน, ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม, สม จาตุศรีพิทักษ์, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และวิชิต สุรพงษ์ชัย ฯลฯ

โรงเรียนแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2460 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2463 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสอนภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมให้กับชาวจีนโพ้นทะเล มีกลุ่มพ่อค้าวาณิชชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทย เป็นตัวหลักในการรวบรวมเงินขึ้นมาก้อนหนึ่งเป็นจำนวน 3 แสนบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้าง

ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเน้นโถงทางเข้าตรงกลาง ด้านในมีพื้นที่เปดโล่งแบบโคโลเนียลที่พบได้ในยุโรปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 กล่าวคือ มีผนังหนา ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน มีการเซาะร่องผนังให้ดูคล้ายหิน (Rustication) แตกต่างกันทุกชั้นเหมือนสถาปัตยกรรมในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) มีลวดลายปูนปั้น แบบยุคฟื้นฟูศิลปะโรมัน บริเวณหัวเสาลอย หัวเสาอิง กรอบประตูหน้าต่าง หน้าบัน มีการประดับนาฬิกาบริเวณหน้าบัน และปูนปั้นแจกัน หรือ Trophy บนยอดอาคาร ลวดลายมีความละเอียดอ่อน สวยงาม และสมบูรณ์

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรงเรียนเผยอิงได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น และรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2545 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการคัดเลือกของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

เบื้องหน้าของอาคารแห่งนี้มีแต่ความสวยงาม แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจอย่างมากมาย ตลอดระยะเวลา 82 ปี โรงเรียนเผยอิงเจออุปสรรคสำคัญที่เป็นผลพวงมาจากความแตกต่างของระบบลัทธิทางการเมือง หลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ของผู้ดำเนินการ ทำให้เผยอิงสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในยุคแรกแบบแผนการสอน และแบบเรียนที่ใช้สอนในโรงเรียนเผยอิง ลอกแบบมาจากระบบการศึกษาของประเทศจีน มีการเปิดสอนภาษาจีน 6 ชั่วโมง ต่อวันและเรียนภาษาไทย เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น โดยมีการเชิญเหล่าซือ หรือ ครูบาอาจารย์ที่เก่งจากประเทศจีน มาสอนนักเรียน

เมื่อปี พ.ศ.2479 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้สั่งปิดโรงเรียนเป็นครั้งแรก คณะกรรมการโรงเรียนต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียน "เฉาโกวจงสวย" โดยเปลี่ยนมาสอนภาษาไทยเป็นหลัก สอนภาษาจีนเพียงสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมงเท่านั้น

ปี พ.ศ.2482 โรงเรียนที่สอนภาษาจีนทั่วประเทศถูกสั่งปิดอีกครั้ง เช่นเดียวกับเฉาโกวจงสวยคราวนี้ยาวนานถึง 7 ปีเต็ม สถานการณ์ในช่วงนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" ส่วนอาคารเรียนนั้น ได้กลายเป็นที่พบปะสังสรรค์ของชาวจีนแต้จิ๋ว

ในปี 2494 มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ สถานการณ์ระหว่างประเทศ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหลังจากสนธิสัญญามิตรภาพไทย-จีน เกิดขึ้นในปี 2495 ถูกลงนาม โรงเรียนเผยอิง และโรงเรียนสอนภาษาจีนอื่นๆ ในเมืองไทย ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ การสอนภาษาจีนถูกลดเหลือเพียง 10 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ นอกนั้นทุกวิชาต้องเรียนเป็นภาษาไทยหมด และต่อมาถูกลดลงมาอีกให้เหลือเพียง 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ปัจจุบันเผยอิงจะสอนภาษาจีนประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

บรรยากาศการเมืองภายในประเทศ ที่ไม่ต้องการให้คนเรียนภาษาจีน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เห็น ได้ชัดจากการสั่งปิดโรงเรียน ถูกลดชั่วโมงการเรียนแล้วยังมีการออกระเบียบห้ามสอนหลักสูตรภาษาจีนในระดับมัธยมอีกด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของโรงเรียนที่เปิดสอนภาษาจีนในเมืองไทยอย่างมากๆ

พร้อมกับการล่มสลายของภาษาจีน เมืองไทยก็อ้าแขนรับกระแส วัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ ได้ตามแห่กันไปให้ความสนใจกับภาษาอังกฤษ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ถูกปิดกั้นแต่อย่างใดเริ่มทยอยเปิดตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว

ภาพพจน์ของคนจีนในสายตาของชาวโลกในช่วงเวลานั้นจึงได้รับรู้เพียงว่าเป็นชนชาติที่ไม่มีวัฒนธรรม ในขณะเรื่องความเป็นชนชาติที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ดีงามแทบไม่มีการพูดถึง

ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป ความเป็นประเทศมหาอำนาจของจีน กำลังสร้างอิทธิพลให้จีนถูกยอมรับมากขึ้น

นงลักษณ์ เดชดำเกิงชัย "หลินเจิน" ครูใหญ่คนปัจจุบันของ โรงเรียนเผยอิงเปิดเผยว่า ทางโรงเรียนพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และวางแผนการสอนให้ทันสมัยเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับกับยุคทองอีกครั้งหนึ่งของภาษาจีน เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงาม ของบรรพชน และสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง

ปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 500 คน มี ตั้งแต่ชั้น ป.1-ป.6 โดยมีแผนกเด็กเล็กก่อนวัยเรียนภายใต้ชื่อ "เผยเหมียว เนอสเซอรี่" เด็กๆ ทุกคนในโรงเรียนเผยอิง โรงเรียนสอนภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไทยนี้ จะสอนวิชาสามัญตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และ วิชาภาษาต่างประเทศ 2 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนกลาง โดยใช้แบบเรียนจากประเทศสิงคโปร์ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มสอนพู่กันจีนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 2 เรียนรู้การใช้พจนานุกรมภาษาจีน ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 4 ส่วนวิชาหมากล้อม (โกะ) เริ่มเรียนในชั้นประถมปีที่ 5

รวมทั้งหล่อหลอม และอมรมบ่มนิสัยจาก "บทบัญญัติการบริหาร 4 หลักการ" คือ สัมมาคารวะ น้ำใจไมตรี สุจริต หิริโอตตัปปะ และ "คุณธรรม 8 ประการ" คือ จงรักภักดี กตัญญู เมตตาธรรม ภราดรภาพ ซื่อสัตย์ น้ำใจไมตรี กลมเกลียวปรองดอง และสันติภาพ ซึ่งเป็นคำสั่งสอน ของขงจื๊อ และนักปราชญ์อื่นๆ ในสมัยโบราณ

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=3703

12月4日

ละครเพลง Eternal Treasure

ขอเชิญชวนเพื่อนๆทุกคนไปดูละครเพลงกันนะคับ
 
"เรื่องEternal Treasure
วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2006 เวลา 18.45 -21.00 น.
ณ คริสตจักร เทียนสั่ง ถนนมหานคร"

จัดขึ้นที่โบสถ์ จิวเอง ถ้านั่งรถใต้ดินก็ลงที่สถานี หัวลำโพงได้เลย

งานนี้มีเพื่อน แล็ค กะ นนท์ จองตั๋วไปแล้ว

เพียงแค่ที่ละ 79 บาท มีขายหน้างาน(ถ้าแพงกว่านี้ก็ตั๋วผีแล้ว) แถม CD Sound Track ด้วย อัดที่ Studio GMM เลยนะ
11月27日

Love Story in Harvard

ละครเกาหลี กฎหมายรักฉบับฮาร์วาร์ด (Love Story in Harvard)
ชื่อเพลง

So in Love

ขับร้องโดย Kim Jung Woon

Spring, summer, fall & winter dreams..
Those are shinning like a star.
They keep whispering,
" I'm so in love with you "

Spring, summer, fall & winter love..
It is breezing to my heart and it keeps telling
" I'll make you rainbow smile "
I remember when we were angels.
When we dreamed about us.
All my days were happy just like a snowy christmas
I wish I'd have them always..
Every step I make writes a story.
It is full of the heart feeling love of my life
and missing friends of my time.
I wish I'd have them all...

Spring, summer, fall & winter days.
We've been sharing all the hearts love
shings in my eyes love just won't fade away.
I remember when we were angels.
When we dreamed about us.

All my days were happy just like a snowy christmas
I wish I'd have them always..
Every step I make writes a story
It is full of the heart feeling love of my life
and missing friends of my time.
I wish I'd have them all..

If you'd all the way show me the world
where I will stay in love
All my days will be write just like a snowy chirstmas

You're just all I need...

10月1日

TANK ตำนาน"รถบรรทุกน้ำ"สมัยสงครามโลก

TANK ตำนาน"รถบรรทุกน้ำ"สมัยสงครามโลก

รถถัง คือยานพาหนะสำหรับต่อสู้ที่เน้นทำลายศัตรูภาคพื้นดิน รถถังรุ่นใหม่จะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เช่น กำลังการยิง ระยะยิง การเคลื่อนตัวภาคพื้นดิน และความแข็งแกร่ง

 

คุณสมบัติของรถถังสามารถเคลื่อนตัวได้ในพื้นที่สูงต่ำอย่างในสนามรบได้อย่างรวดเร็ว รถถังจึงเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่นับว่าอันตราย และน่าเกรงขามที่สุดในสนามรบ ทั้งนี้ เพราะรถถังมีระยะการโจมตีที่กว้าง และมีความทนทานสูง

อย่างไรก็ตาม รถถังมักจะมีจุดอ่อนเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศ และกับระเบิด รวมทั้งโดนการรุมโจมตีโดยทหารราบ ปกติการโจมตีของรถถังจะเป็นรวมตัวโจมตีกันเป็นกลุ่มกับหน่วยรบอื่น โดยร่วมกันระหว่างการโจมตีทางอากาศกับทหารราบ

ส่วนคำว่า "รถถัง" (tank) เป็นชื่อพรางเพื่อให้ข้าศึกที่ดักฟังข่าวเข้าใจว่า เป็นรถบรรทุกน้ำธรรมดา และได้กลายมาเป็นชื่อเรียกยานรบชนิดนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ชื่อของ "รถถัง" หรือ "แท็งก์" ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

ครั้งนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรประสบปัญหาการเคลื่อนกำลังพลผ่านแนวต้านของข้าศึก ที่มีทั้งสนามเพลาะ ปืนกลหนัก-เบา ลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่างๆ อังกฤษจึงนำรถแทร็กเตอร์ช่วยกรุยทางนำหน้าทหารราบเวลาเข้าตีข้าศึก ซึ่งรถแทรกเตอร์ก็ทำหน้าที่กรุยทางได้ดี แต่ก็มีปัญหาตรงที่รถแทร็กเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการรบ จึงมักถูกยิง ถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก

พันตรีเออร์เนสต์ สวินตัน ในกองทัพสหราชอาณาจักรได้ความคิดมาจากรถหุ้มเกราะของโรลสรอยซ์ที่กองทัพอากาศใช้อยู่ในปี ค.ศ.1914 และโดยการสนับสนุนของวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในยุคนั้น จึงมีการพัฒนาอาวุธชนิดใหม่ขึ้น

รถถังรุ่นแรกสุด มีชื่อเล่นว่า "ลิตเติ้ล วิลลี่" โดยนำแผ่นเหล็กหนามาทำเป็นเกราะหุ้มรถแทร็กเตอร์ และติดปืนกลเข้าไปพร้อมกับเจาะช่องให้ทหารที่อยู่ในรถแทร็กเตอร์สอดปลายปืนเล็กยาวเพื่อยิงต่อสู้จากภายในรถได้ ผ่านการทดสอบการใช้งานในกองทัพอังกฤษในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ.1915

ส่วนรถถังคันแรกที่ได้ปฏิบัติการทางการทหารจริงๆ คือ "มาร์ค วัน" ในยุทธภูมิแห่งซอมม์ การสงครามครั้งที่ใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1916 โดยฝ่ายพันธมิตรพยายามบุกเยอรมนีผ่านทางแนวแม่น้ำซอมม์ทางด้านเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึงกว่าล้านคน

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าเหตุที่เรียกขานรถถังว่า "แท็งก์" (tank) ซึ่งเป็นคำคำเดียวกับที่เรียก "รถบรรทุกน้ำ" ก็เพื่อลวงข้าศึก

ที่สุดคำว่า แท็งก์ เลยกลายเป็นชื่อเรียกรถปฏิบัติการในการสงครามชนิดนี้จนถึงปัจจุบัน
9月27日

2 เจ้าพ่อรถทหาร ฮัมวี่ VS ซีรี่ส์ 2

ฮัมวี่ ติดตั้งปืนกล
       ทราบกันบ้างหรือไม่ว่ารถทหารที่คุณๆ ท่านๆ ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนั้น แต่ละคันคือรถอะไรและมีประวัติความเป็นมาอย่างไร  ขอนำเสนอเรื่องราวของยานพาหนะที่เรียกว่า ฮ็อต ฮิตที่สุดในประเทศไทยชั่วโมงนี้

ฮัมวี่ (HMMWV) ขณะกำลังยิงมิสไซล์
       เริ่มจากคันแรก เจ้า ฮัมวี่ หรือ HMMWV (High Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle) เกิดจากความต้องการรถบรรทุกทางทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 70 โดยได้ออกแบบรูปร่างและสเปคที่ต้องการแล้วให้บริษัทที่สนใจนำไปสร้าง ซึ่งได้แก่บริษัท AM General
       
       หลังจากนั้นบริษัท AM General ได้สร้างรถต้นแบบออกมาในปี 1979 ในรหัส M998 และนำมาให้กองทัพทดสอบ ผลเป็นที่พอใจ กองทัพจึงตัดสินใจสั่งให้ AM General ผลิตและส่งมอบเจ้า ฮัมวี่ เป็นจำนวนถึง 55,000 คัน ภายในปี 1985

ฮัมวี่จอดซุ่มได้ทุกที่ แม้ไม่มีถนน
       โดยเจ้าฮัมวี่ เข้าร่วมปฏิบัติการสำคัญๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น สงครามอ่าวเปอร์เซียอิรักบุกคูเวต ที่รู้จักกันในชื่อปฏิบัติการพายุทะเลทราย(Dessert Strom), สงครามปลดปล่อยอิรักในปี 2003 หรือแม้แต่การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภายุเฮอร์ริเคน แคทรินา ในเมืองนิวออลีน ซึ่งไม่มียานพาหนะได้เข้าไปถึงได้ในช่วงหลังเกิดเหตุ
       


จะมีรถสักกี่คันที่ทำได้แบบนี้
       ซึ่งการได้เข้าร่วมปฏิบัติการสำคัญต่างๆ ที่รถธรรมดาไม่สามารถทำได้ ก็เนื่องมาจากความพิเศษของเจ้า ฮัมวี่ ที่สามารถเดินทางเข้าไปในทุกที่ได้แม้จะไม่มีถนนหนทาง แถมยังลุยน้ำได้โดยเครื่องไม่ดับ ด้วยสเปคที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่นความสูงจากพื้นถนน 41 ซม. น้ำมันเต็มถังเดินทางได้ถึง 550 กม. ความเร็วสูงสุดกว่า 120 กม./ชม และตัวถึงซึ่งดัดแปลงได้นับสิบรูปแบบ สามารถติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารได้มากมายไม่ว่าจะเป็น ปืนกล หรือมิสไซล์

ฮัมวี่ เอ็ม998
       นอกจากจะติดตั้งอาวุธได้แล้ว เจ้า ฮัมวี่ ยังสามารถดัดแปลงเป็นรถพยาบาล หรือติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อเป็นรถสื่อสารก็ยังได้ ความพิเศษต่างๆ ของเจ้าฮัมวี่ ทำให้เกิดความต้องการจากผู้บริโภคที่อยากจะใช้รถ ฮัมวี่ บนถนนธรรมดาบ้าง ทาง AM General จึงได้ผลิต H1 ขึ้นมาเพื่อออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ฮัมเมอร์ (Hummer) โดยในปัจจุบัน AM General เป็นเพียงผู้ผลิต H1 และมี เจเนรัล มอเตอร์ (GM) ทำหน้าที่จัดจำหน่ายให้ (สำหรับรุ่น H2 และ H3 เป็นรุ่นที่ทางเจเนรัลมอเตอร์พัฒนาต่อเนื่องมาจาก H1)
       


แลนด์ โรเวอร์ ซีรี่ส์ 1 แบบมาตรฐาน
       สำหรับรถที่ท่านเห็นนอกจากเจ้า ฮัมวี่ แล้วยังมีอีกหนึ่งรุ่นที่เป็นขาประจำของทหารนั่นก็คือ แลนด์ โรเวอร์ เจ้าพ่อของรถทหารจากฝั่งอังกฤษ โดย แลนด์ โรเวอร์กลายมาเป็นรถทหารได้เนื่องจาก นาย มอริส (ผู้เปรียบเสมือน บิดาแห่ง แลนด์ โรเวอร์) ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโรเวอร์ คอมปานี ได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์ของกองทัพอเมริกันที่มีชื่อเสียงในสมรภูมิรถของสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความคิดจะออกแบบและผลิตรถ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทุกสภาวะแถมยังทนทานกว่า สมบุกสมบันกว่าให้กับคนทั่วไปได้ใช้

แลนด์ โรเวอร์ ซีรี่ส์ 1 แบบสเตชั่นแวกอน
       รถต้นแบบของ แลนด์ โรเวอร์ คันแรกถูกสร้างขึ้นในฤดูร้อน ปี 1947 โดยใช้พื้นฐานจากแชสซีจาก จี๊บ (Jeep)ตัวถังเป็นอลูมิเนียม ซึ่งมี่ความแข็งแกร่งและทนทาน ง่ายในการบำรุ่งดูแลรักษา ส่วนเครื่องยนต์และเกียร์เป็นของโรเวอร์ที่พัฒนาไว้ช่วงก่อนสงคราม
       
       ในปี 1948 แลนด์ โรเวอร์ ก็เผยโฉม ซีรี่ส์ 1 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 16 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ หนังคาผ้าใบ และมีประตูเป็นอุปกรณ์เสริม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างทะลักทะลายในเกาะอังกฤษรวมถึงกลุ่มประเทศในยุโรปและกระจายไปทั่วโลก ด้วยยอดผลิตส่งขายทั่วโลกถึง 200,000 คันภายในระยะเวลา 10 ปีถัดมา

แลนด์ โรเวอร์ ซีรี่ส์ 2 แบบสเตชั่นแวกอน รุ่นยอดนิยมรุ่นหนึ่งของทหารไทย
       แลนด์ โรเวอร์ เปลี่ยนโฉมเป็น ซีรี่ส์ 2 ในปี 1958 ให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชอบของกองทัพนานาประเทศ ปัจจุบันแม้อายุอานามของรถรุ่นนี้จะมากแล้ว และมีบางส่วนถูกปลดระวางไป แต่เจ้า แลนด์ โรเวอร์ ซีรี่ส์ 2 ก็ยังคงมีประจำการอยู่ในกองทัพของหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย